โรงไฟฟ้าขยะชุมชน-การมีส่วนร่วม ตัวจัดการ ขยะเมือง

27.10.19 | 12:16 น.

จากข้อมูลของกรมครบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พบว่า ประเทศไทยมีขยะรวมกันทั่วทั้งประเทศมากถึง 27.93 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นปริมาณ 76,520 ตันต่อวัน เฉลี่ยคนไทยทิ้งขยะมากถึง 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน

โดย จ.ระยอง ที่เป็นเมืองศูนย์กลางของภาคตะวันออก ทั้งทางด้านอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวมีปริมาณขยะมากถึง 967.8 ตันต่อวัน หรือเทียบได้กับรถบรรทุกสิบล้อจำนวน 200 คัน ขยะจึงเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนึ่งในสามจังหวัดของพื้นที่ในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี และในอนาคตเมืองมีการถูกพัฒนามากขึ้น จึงคาดว่าจะทำให้เกิดปริมาณขยะที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นไปด้วย เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง รวมถึงเมื่อนำการมีส่วนร่วมมาช่วยแก้ไข ทางจังหวัดระยองได้รับความร่วมมือจาก ปตท.ที่ได้เข้ามาสนับสนุนการจัดการปัญหาขยะของจังหวัดระยอง ในรูปแบบของโรงไฟฟ้าขยะชุมชน สามารถแก้ปัญหาขยะที่เพิ่มมากขึ้น และมาพัฒนาเป็นพลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

การแก้ปัญหาขยะที่ยั่งยืนจะเกิดได้นั้นขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของประชาชนในพื้นที่ การมีส่วนร่วมมาช่วยแก้ไข

และขยะก็อาจจะกลับมาสร้างคุณค่าในรูปแบบของการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 480,000 หน่วยต่อวัน หรือกว่า 14,400,000 หน่วยต่อเดือน สามารถจ่ายเข้าระบบไฟฟ้าเพื่อใช้งานได้กว่า 38,000 ครัวเรือน

Advertisement

ซึ่งการบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เริ่มต้นง่ายๆ ที่ตัวเอง เพื่อให้เมืองเติบโตไปได้ไกลปราศจากขยะ ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุข สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี จะมีการจัดสัมมนา ASEAN summit’s side event on Circular Economy, Waste Management and Sustainability ในวันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายนศกนี้ ณ ห้องบอลรูม 1 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ มีทั้งตัวแทนจาก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า การขับเคลื่อนของประเทศไทยในบริบทเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างเป็นรูปธรรมด้วยนวัตกรรม และรูปแบบธุรกิจใหม่ เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ ประเทศไทยจึงได้สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 อุตสาหกรรม ที่เน้นใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจและสังคมสู่ ไทยแลนด์ 4.0 โดยใช้เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นต้นแบบของการพัฒนา และเตรียมขยายรูปแบบทั่วประเทศ ซึ่งการพัฒนาใน EEC จากพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้แนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นฐานในการพัฒนา

ส่วนในลำดับขั้นต่อมา คือ การพัฒนาเมืองใหม่ที่ตอบสนองการอยู่อาศัย ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้ว่าการคาดการณ์ผลทางเศรษฐกิจจากการพัฒนา EEC จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด เพิ่มจาก 2.2 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน เป็น 5.6 ล้านล้านบาท ในปี 2570 ในขณะเดียวกัน มีการคาดการณ์การเพิ่มขึ้นของประชากรจาก 4.0 ล้านคนในปัจจุบัน เป็น 4.8 ล้านคนในปี 2570 ซึ่งการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจรวมทั้งประชากร ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“การพัฒนาในพื้นที่ EEC จึงไม่ได้มีเพียงแต่การพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงการเตรียมออกแบบการใช้พื้นที่ การออกแบบเมืองให้สอดคล้องกับการเคลื่อนย้ายของประชากร โดยเน้นการทำงานให้ประชาชนมีส่วนร่วมและผลักดันให้บรรลุเป้าหมายการทางสิ่งแวดล้อม เช่น การบริหารจัดการน้ำ การลดก๊าซเรือนกระจก และที่สำคัญคือการจัดการขยะ โดยทุกนโยบายและยุทธศาสตร์จะดำเนินการควบคู่กับการสร้างจิตสํานึกสิ่งแวดล้อมทุกภาคส่วน เพราะการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเกิดเป็นรูปธรรมชัดเจนต้องมีภาคประชาชนและเอกชนเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อน ซึ่งในปัจจุบันภาคประชาชนและท้องถิ่น ได้เริ่มดำเนินการเป็นรูปธรรมบ้างแล้ว” รัฐมนตรี ทส.กล่าว

ชาวเมืองรวมมือ ร่วมใจ
ขยะกลับมาสร้างคุณค่า
คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น…