ข้ออ้าง “เดินทางไม่สะดวก” “ไม่มีเวลาไปชำระค่าปรับ” สำหรับผู้ขับขี่ฝ่าฝืนกฎจราจร ถูกปิดตายทันที เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไฟเขียวกฎหมายชำระค่าปรับ หรือ ร่าง พ.ร.บ.จราจรทางบก (เพิ่มช่องทางชำระค่าปรับ) พ.ศ…
สาระสำคัญ ร่าง พ.ร.บ.จราจรทางบก คือ ให้เพิ่มช่องทางชำระค่าปรับตามใบสั่งด้วยวิธีการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ บัตรเครดิต หรือวิธีการอื่น โดยผ่านธนาคารหรือหน่วยบริการรับชำระเงินได้ ตามวิธีการและสถานที่ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กำหนด และเมื่อผู้ได้รับใบสั่งได้ชำระค่าปรับครบถ้วนถูกต้องแล้วให้คดีเป็นอันเลิกกัน
ขณะที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ มี พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพาณิชย์ สมาชิก สนช.เป็นประธาน ตั้งข้อสังเกตให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) 3 เรื่อง คือ
1.การเพิ่มช่องทางชำระค่าปรับโดยวิธีการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ควรต้องเปิดโอกาสให้ธนาคารหรือหน่วยบริการรับชำระเงินอื่นๆ ได้เข้าร่วมโครงการด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการผูกขาด รวมทั้งควรให้มีการพัฒนาระบบการรับชำระค่าปรับผ่านบัตรเครดิตจากทุกธนาคารได้ด้วย
2.เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและไม่ก่อให้เกิดภาระกับผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถเกินสมควร ควรกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้บริการการชำระค่าปรับตามใบสั่งโดยผ่านบัตรเครดิตของธนาคารไว้ในข้อตกลงในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ต่อหนึ่งใบสั่ง แต่หากเป็นการชำระด้วยเงินสดอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าวต้องไม่เกิน 20 บาทต่อหนึ่งใบสั่ง
3.เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการชำระค่าปรับตามร่าง พ.ร.บ.นี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ควรเร่งรัดการออกกฎหมายอนุบัญญัติให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พลันที่ สนช.ไฟเขียวกฎหมายเพิ่มจุดชำระค่าปรับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายก็รับลูก…ตั้งแท่นทันที
พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร (รอง ผบก.จร.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า ที่ผ่านมาผู้ขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่ทำผิดกฎจราจร นอกจากได้ใบสั่งจากเจ้าพนักงานจราจร ณ จุดที่กระทำผิดแล้ว อีกช่องทางอาจได้รับใบสั่งทางไปรษณีย์ โดยผู้กระทำผิดกฎจราจรสามารถเดินทางไปชำระค่าปรับ ณ จุดชำระ อาทิ บก.จร. หรือชำระค่าปรับทางไปรษณีย์ โดยส่งธนาณัติ ตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ แต่ที่ผ่านมาพบปัญหาว่าผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนกฎจราจรชำระค่าปรับน้อยมาก คิดเป็น 37-38% จากจำนวนใบสั่งที่ออกไปเท่านั้น
พ.ต.อ.เอกรักษ์ แจกแจงว่า ตำรวจได้รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ขับขี่ถึงสาเหตุที่ไม่ชำระค่าปรับ มาจากขั้นตอนการชำระเงินมีความยุ่งยากในการเดินทางไปชำระทางไปรษณีย์ ต้องซื้อตั๋วแลกเงิน ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและเดินทางไกล เสียเวลา แต่เมื่อ สนช.ผ่านกฎหมายเพิ่มจุดชำระค่าปรับแล้ว ทาง ตร.จึงเร่งดำเนินการตามกระบวนการ เพื่อให้ชำระค่าปรับได้ตามธนาคารและเคาน์เตอร์เซอร์วิส ตามร้านสะดวกซื้อ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน เป็นต้นไป
“ต่อไปการชำระค่าปรับตามใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจรจะสะดวกยิ่งขึ้น โดยคณะทำงานที่มี พล.ต.ท.อนันต์ ศรีหิรัญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมคณะทำงาน อยู่ระหว่างทำรูปแบบเพื่อจัดพิมพ์ใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจรขึ้นมาใหม่แทนของเก่า โดยใบสั่งแบบใหม่เบื้องต้นจะมีสองใบ ใบแรกจะระบุอัตราค่าปรับ ข้อหาอะไร เหตุเกิดที่ไหน ส่วนอีก 1 ใบจะเป็นตัวสแกนคิวบาร์โค้ด” รอง ผบก.จร.อธิบาย
รอง ผบก.จร.บอกอีกว่า การเพิ่มช่องทางชำระค่าปรับที่ธนาคารหรือเคาน์เตอร์เซอร์วิสนั้น จะดำเนินการในส่วนของใบสั่งที่ไม่มีการยึดใบอนุญาตขับขี่ก่อน จะเป็นใบสั่งที่ส่งทางไปรษณีย์ไปถึงเจ้าของรถเท่านั้น ที่ตามปกติมักจะมีข้อหาขับขี่ฝ่าฝืนเครื่องหมายบนพื้นทาง (เส้นทึบ) ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด และฝ่าฝืนสัญญาณไฟ โดยกำหนดว่าธนาคารหรือเคาน์เตอร์เซอร์วิสต้องคิดค่าบริการต่อบิลไม่เกิน 20 บาท
“เบื้องต้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติลงนามบันทึกความเข้าใจกับร่วมกับธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในการชำระค่าปรับ เป็นเวลา 3 ปี โดยอนาคตข้างหน้าธนาคารกรุงไทยจะประสานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อหาพันธมิตร ร่วมกับธนาคารอื่นๆ ร่วมรับชำระค่าปรับ ขณะที่ตามเคาน์เตอร์เซอร์วิสต่างๆ จะรับชำระค่าปรับเช่นกัน แต่เงินค่าปรับจะถูกส่งต่อให้ธนาคารกรุงไทย เพื่อส่งต่อมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามลำดับ” พ.ต.อ.เอกรักษ์เผย
ต่อไปเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีอำนาจออกใบสั่งตามกฎหมายประมาณ 2,000 หน่วย ทั้งในส่วนของ บช.น. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก) และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค (บช.ภ.) จะเข้าระบบนี้หมด โดยในเฟสแรกทาง บก.จร. กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) จะเริ่มก่อน ส่วนเฟสต่อไป แต่ละหน่วยที่มีระบบชำระค่าปรับทางไปรษณีย์และมีความพร้อมเข้าระบบส่วนกลางได้แล้ว จะมีแบบฟอร์มการชำระเงิน ต่อไปผู้ที่ทำผิดกฎจราจรรับใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจร จะไม่มีข้ออ้างว่าไม่สะดวกเดินทางไปชำระค่าปรับ
“ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม จะมีตัวอย่างใบสั่งของเจ้าพนักงานจราจรออกประชาสัมพันธ์และซักซ้อมทำความเข้าใจกับผู้ขับขี่ โดยใช้เวลาประมาณ 1 เดือน จากนั้นในวันที่ 1 กันยายน จะเริ่มใช้เต็มรูปแบบ ส่วนระยะเวลาในการชำระค่าปรับ ต้องรอประชุมกับ พล.ต.ท.อนันต์อีกครั้ง เพื่อขยายจาก 15 วัน เป็น 30 วัน” พ.ต.อ.เอกรักษ์ระบุ
การชำระค่าปรับตามธนาคารหรือเคาน์เตอร์เซอร์วิส นอกจากมีความสะดวกแล้ว ยังปิดช่องทางเรื่องการทุจริตหรือการยักยอกเงินค่าปรับได้ด้วย เพราะตัวเลขที่ชัดเจนจะถูกตรวจสอบโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
“ทั้งนี้ หลังจากกฎหมายชำระค่าปรับบังคับใช้แล้ว สเต็ปต่อไปจะมีการปรับแก้กฎหมายเพิ่มโทษสำหรับผู้ที่ไม่มาชำระค่าปรับตามที่กำหนด โดยเพิ่มอัตราค่าปรับสูงขึ้น หรือทางปกครองจะมีการตัดคะแนน และมีการเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ เพื่อให้คนดีมีวินัยจราจรได้รับความสะดวก และทำให้คนไม่มีวินัยจราจร มีมาตรการบังคับใช้เด็ดขาดมากขึ้น” รอง ผบก.จร.กล่าวเตือนทิ้งท้าย

