ปธ.ศาลฎีกา กล่าวปาฐกถาพิเศษ คุกมีไว้ขังคนจน…จริงหรือ ?

5.11.19 | 14:12 น.

ปธ.ศาลฎีกาปาฐกถา มธ.เผยที่ผ่านมาสังคมยังมีความไม่ยุติธรรมเอาเปรียบกัน การคุ้มครองสิทธิต้องคำนึงถึงเหยื่ออาชญกรรม ระบุ’รวยไม่โกง จริงหรือไม่?’ ชี้ ส่วนมากคนรวยมีความรู้มีความสลับซับซ้อนก่อคดี เปิดสถิติปล่อยชั่วคราวลบคำศาลสั่งขังคนเกินจำเป็น

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุม ประกอบ หุตะสิงห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในงานวันธรรมศาสตร์สามัคคี ครั้งที่20จัดโดยชมรมเพื่อนโดมและสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ผู้นำนักศึกษายุค พ.ศ.2494นำนักศึกษาขับไล่ทหารซึ่งยึดอาคารเรียนท่าพระจันทร์ไว้เพราะความระแวงว่าธรรมศาสตร์เกี่ยวข้องกับผู้ก่อการกบฎแมนฮัตตัน ออกจากพื้นที่ได้สาเร็จ โดย มีนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ,นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนฯไปร่วมกล่าว ปาฐกถาและมี นายนรนิติ เศรษฐบุตร นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายไมตรี สุเทพากุล ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ, นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการศาลยุติธรรม นายคมน์ทนงไชย ฉายไพโรจน์ เลขานุการศาลฎีกาไปร่วมงาน

โดยนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง”คุกมีไว้ขังคนจนจริงหรือ” ว่า มีกำหนดอยู่ในตำแหน่งประธานศาลฎีกาเพียง1ปี แต่ก็สัมผัสกับความทุกข์ยากของประชาชนมาตลอด พ่อตนเป็นเพียงเสมียนศาล และตนผ่านวิกฤตเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 เหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 เห็นคนบริสุทธิ์ถูกแขวนแขนคอกับต้นมะขาม ,เหตุการณ์วิกฤตตุลาการปี2534 พบว่าสังคมเรายังมีความไม่ยุติธรรมยังมีการเอารัดเอาเปรียบกัน ความที่ตนเป็นชาวธรรมศาสตร์มีสำนึกเสมอว่าเรารักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้เรารักประชาชน มันสะท้อนในใจเสมอมา ยึดหลักต้องละเว้นจากการรับสินบน ต้องมีลมหายใจไว้เพื่อทำงาน ในช่วงดำรงตำแหน่งสั้นๆหลักสำคัญคือรักษาคนบริสุทธิ์และปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตนจึงขอรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและข้าราชการศาลยุติธรรม เพื่อนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดเป็นนโยบาย และพบว่าทุกวันนี้ยังมีปัญหามากมายต้องแก้ไขจึงต้องลำดับความสำคัญของปัญหาที่ต้องแก้ไขทำได้จริง ในวันที่7 พฤศจิกายน นี้ ตนจะแถลงนโยบายที่ศาลฎีกาต่อผู้พิพากษา และสื่อมวลชนเพื่อสะท้อนถึงประชาชน หัวใจสำคัญคือเรื่องสิทธิเสรีภาพของผู้เสียหาย เหยื่ออาชญากรรม ผู้ต้องหา จำเลยที่รอการพิสูจน์ว่าผิดหรือบริสุทธิ์

นายไสลเกษ กล่าวถึงที่มีกระแสความคิดว่า ศาลปล่อยผู้ต้องขังน้อย ไม่ให้โอกาสคนออกมาสู้คดี และคุกมีไว้ขังคนจนจริงหรือไม่ ขออธิบายว่า จากการวิจัยของหลายหน่วยงานพบว่า คนที่ต้องขังส่วนใหญ่เป็นคนจน แต่ก็ไม่มีนิยามว่า อย่างไรจึงจะเรียกได้ว่าคนนี้จนคนนี้ไม่จน มีการตั้งสมมติฐานว่าคนที่มีความรู้การศึกษามีฐานะ มีโอกาสทางการศึกษาจึงรู้ว่าอะไรผิดถูกโอกาสติดคุกก็น้อยลง แต่เราแน่ใจหรือว่า คำพูดที่ว่า”ผมรวยแล้วผมไม่โกง” มันจริงหรือ การศึกษาสูง ทำให้คนทำผิดน้อยลง มันจริงหรือ คนจนคนด้อยโอกาสทางการศึกษา ขาดสติยั้งคิด ไปก่อเหตุลักวิ่งชิงปล้นก็ง่ายคดีเกิดบ่อย จับได้บ่อย จริงหรือไม่ ส่วนคนรวย เป็นคนมีความรู้ทางการเงิน มักจะทำผิดข้อหาฉ้อโกง ฟอกเงิน ปั่นหุ้น มีวิธีการก่ออาชญากรรมที่มีการใช้องค์ความรู้ มีรายละเอียดสลับซับซ้อนกว่าการลักวิ่งชิงปล้น ทำให้ถูกจับยากกว่า จริงหรือไม่ และมีใครเคยเห็นคนจนทำผิดข้อหาปลอมใบกำกับภาษี หลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรนำเข้าส่งออกสินค้าบ้าง ไม่มีใช่หรือไม่ จึงมีคำถามว่าแล้วในคุก มีคนจนกับคนรวยใครมากน้อยกว่ากัน จากรายงานของคณะทำงานของตน พบว่าปี2561มีผู้ต้องขังทั่วประเทศ680,000คนเศษ มี90,000คนถูกศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้จำคุก ที่เหลือร้อยละ42 ศาลปล่อยเพราะรอการลงโทษ รอการกำหนดโทษและร้อยละ58 ศาลสั่งปรับ กักขัง แสดงว่ามีคนติดคุกจริงๆเพียงร้อยละ16.5 ในจำนวนนี้ยังไม่มีการวิจัยว่า ใน16.5เปอร์เซนนี้เป็นคนรวยกี่คน อาจเพราะว่ายังไม่มีการนิยามว่าคนรวยคนจน หรืออาจจะไม่มีการแยกประเภทมาก่อน แต่ยอมรับหรือไม่ว่าอาชญากรที่เป็นคนรวยถูกจับยากกว่า และคนที่หลบหนีระหว่างศาลให้ปล่อยตัวชั่วคราวมากที่สุดคือคนรวย คดีที่ฟ้องใหม่ จำเลยเป็นคนจนมากกว่า ดูรายงานปี2562เดือนตุลาคม มีผู้ต้องขัง360,000คน แยกแยะดังนี้ คือถูกขังในระหว่างช่วงการสอบสวน ก่อนฟ้องคดี20,000กว่าคน คิดเป็นร้อยละ5.5 ถูกขังไว้ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นราวๆ10,000 กว่าคนคิดเป็นร้อยละ2.8 ถูกขังในชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์และฎีกา2หมื่นกว่าคน ร้อยละ8 รวมๆแล้วคือร้อยละ16 ที่เหลือร้อยละ84 คือคนที่ถูกขังเพราะคดีเสร็จเด็ดขาด ให้ต้องรับโทษจำคุก ซึ่งเป็นขั้นตอนชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาที่คนรวยหรือจนต้องรับเหมือนกัน

“เราต้องดูที่ตัวเลขเพราะคือข้อมูลที่แท้จริง คราวนี้มาดูเรื่องการคุ้มครองสิทธิ์ผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์ขอปล่อยตัวชั่วคราว พบว่าปี2560 มีการยื่นคำร้องขอปล่อยตัว220,000ราย ศาลพิจารณาปล่อยตัว210,000ราย แสดงว่าปล่อยถึงร้อยละ93.6 และขังอยู่ระหว่างพิจารณาเพียงร้อยละ16.4เท่านั้นเอง ถามว่าที่กล่าวกันว่า ศาลขังไว้ระหว่างพิจาณณาเกินความจำเป็นจริงหรือ ขอยืนยันว่า ที่พูดกันว่าศาลขังคนไว้โดยไม่จำเป็นนั้น ไม่เป็นความจริง”นายไสลเกษกล่าว

Advertisement

ประธานศาลฎีกากล่าวว่า แล้วคนที่ยังถูกขังมีโอกาสจะได้ออกมาหรือไม่ ทางราชทัณฑ์เองก็บอกว่าคุกไม่พอขังแล้ว รัฐธรรมนูญมาตรา29ก็บอกว่า ถ้ายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้สันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตนเห็นว่า คำว่าผู้บริสุทธิ์นั้น เมื่อคนที่ถูกจับมายังถูกดำเนินคดีในชั้นสอบสวน ในชั้นศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องประทับฟ้อง อาจมองได้ว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ถ้าศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วว่าผิด ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนอีกอย่างนี้ยังจะเรียกว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่อีกหรือไม่ หันมาดู จากหลักการที่ว่า”คำพิพากษายังคงใช้ได้จนกว่าจะถูกยกเลิกเพิกถอนเปลี่ยนแปลงโดยคำพิพากษาในภายหลัง” ก็ย่อมแสดงว่าคดีที่ศาลมีคำพิพากษาไปแล้วผ่านการสืบพยานชั่งน้ำหนักหักล้างต่อสู้กันอย่างเต็มที่แล้ว ต้องใช้บังคับได้ ดังนั้นที่รัฐธรรมนูญยังพูดว่า ตราบใดถ้าศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเขาผิด ให้สันนิษฐานว่าเขาบริสุทธิ์ ในขณะที่ศาลสูงพิพากษาแล้วว่าคนๆนี้มีเป็นผู้กระทำความผิด ยังจะต้องปฏิบัติต่อคนผู้นี้เดียวกลับหลักคิดตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าเอาหลักสามัญสำนึกมาใช้ มันจะใช้กันได้หริอไม่ เราได้มองในมุมของผู้ที่ต้องเสียหาย เหยื่ออาชญากรรม เด็ก สตรี คนชรา ที่ถูกทำร้าย ข่มขืนฆ่าบ้างหรือไม่ เรื่องการคุ้มครองสิทธิ์ จึงจะมองด้านผู้ต้องหาจำเลยด้านเดียวไม่ได้ต้องคำนึงถึงเหยื่ออาชญากรรมด้วย ตนเชื่อว่าศาลยุติธรรมจะไม่ปล่อยอาชญากรที่ปล้น ฆ่า ข่มขืนอย่างแน่นอนต่อให้รวยแค่ไหนก็ตาม

นายไสลเกษ กล่าวทิ้งท้ายว่าในยุคสื่อโซเชี่ยล มีข่าวดราม่าเกิดขึ้นชี้นำสังคมมากมาย ขอให้รับฟังข้อมูลที่แท้จริงตัวอย่างเช่นคดีตายายเก็บเห็ด ถูกจับ ใครจะรู้บ้างว่าที่แท้จริงเป็นคดีที่คนที่ถูกจับเป็นนอมินีของคนรวยไปบุกรุกที่ดินกว่าสิบไร่ มีการครอบครองไม้ต้องห้าม หรือคดีอาจารย์มหาวิทยาลัย(คดีดร.นิด้า) ฆ่าภรรยาเพราะมีเรื่องระหองระแหง ฝ่ายชายเกิดโมโหทำร้ายภรรยาด้วยของที่อยู่ในถุงกอล์ฟ สื่อเสนอข่าวกันเป็นสิบวัน แรกๆก็มีข่าวว่าอาวุธที่ใช้ฆ่าเป็นอุปกรณ์หัวไม้ขนาด 1 ต่อมากลายเป็นตีด้วยหัวไม้ขนาด3 ต่อมากลายเป็นหัวเหล็ก7 พอศาลพิพากษากลายเป็นว่าจำเลยตีด้วย”ร่ม” ศาลสั่งสืบเสาะประวัติพบว่าครอบครัวขอให้ศาลรอการลงโทษเพราะสามีภรรยามีลูกเป็นเด็กเล็กสองคนที่เขาต้องเลี้ยงลูกหลังภรรยาถูกตีตาย ถ้าติดคุกใครจะเลี้ยงลูก ศาลจึงรอลงอาญาให้ การที่สังคมรับข่าวสารที่คลาดเคลื่อนทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

หลังกล่าวปาฐกถานายชวน หลีกภัย ได้กล่าวปาฐกถาเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ แล้วผู้บริหารสภามหาวิทยาลัย คณาจารย์ ศิษย์เก่า นักศึกษาร่วมทำพิธีแสดงมุทิตาจิต ด้วยการมอบช่อดอกไม้ยินดี ที่ศิษย์เก่าจากคณะนิติศาสตร์ มธ.ได้ดำรงตำแหน่งประมุขฝ่ายตุลาการและประมุขฝ่ายนิติบัญญัติพร้อมกัน ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของประเทศ โดยก่อนปาฐกถามีการร้องเพลงพระราชนิพนธ์”ยูงทอง”อันเป็นเพลงประจำของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกัน