เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร รอง ผบช.สตม. กล่าวว่า ตามนโยบาย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ดำเนินการตรวจสอบคนไทยที่มีหมายจับและคนต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ
ต่อมา พล.ต.ต.ณัฐวัฒน์ การดี ผบก.ตม.4 พ.ต.อ.เศรษฐภัทร ณ สงขลา ผกก.สส.บก.ตม.4 และ พ.ต.อ.ณัฐวุฒิ แสงเดือน ผกก.ตม.จว.เลย จับกุม นายเหลิงอายุ 64 ปี สัญชาติจีน ข้อหา “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” ดำเนินคดีตามกฎหมาย ก่อนจับกุมสืบสวนหาข่าวเกี่ยวกับคนต่างด้าวที่กระทำความผิดกฎหมายในราชอาณาจักร ต่อมารับแจ้งเบาะแสจากการแจ้งที่พักของคนต่างด้าวจากเจ้าของห้องเช่าว่ามีคนต่างด้าวมาเช่าพักอาศัยอยู่บ้านเช่าไม่มีเลขที่ อ.เชียงคาน จว.เลย มีพฤติการณ์น่าสงสัยเนื่องจากพักอาศัยอยู่เป็นเวลานานและไม่ได้ทำงานหรือประกอบอาชีพใด จึงตรวจสอบพบผู้ต้องหาตรวจสอบหนังสือเดินทางประเทศจีน ข้อมูลเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรผ่านทางด่าน ตม.ทอ.สุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2557 ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรประเภทคนอยู่ชั่วคราว เพื่อการท่องเที่ยว 60 วัน ถึงวันที่ 20 เม.ย.2557 หลังจากที่อยู่ครบกำหนดอนุญาตแล้ว ผู้ต้องหาไม่ยอมเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และหลบซ่อนตัวอยู่เกินกำหนดอนุญาต เป็นเวลาถึง 2,024 วัน จากข้อมูลเบื้องต้นทราบว่าเหตุที่ผู้ต้องหาไม่ยอมเดินทางกลับประเทศ เนื่องจากเป็นอดีตลัทธิฝ่าหลุนกง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวความคิดต่อต้านรัฐบาลจีนจึงทำการขอลี้ภัยกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ แต่อย่างไรก็ตามการขอรับสิทธิในการขอลี้ภัยดังกล่าว ไม่ถือว่าเป็นการได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรแต่อย่างใด
พล.ต.ต.ชูฉัตร กล่าวอีกว่า ตม.จว.มุกดาหาร จับกุมนางหงสา อายุ 30 ปี สัญชาติ ลาว ข้อหา”สมคบกับผู้อื่นมียาเสพติดให้โทษประเภท1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” ก่อนจับกุมเจ้าหน้าที่ ตม.จว.มุกดาหาร รับการประสานจาก สภ.เมืองพิมาย ว่าผู้ต้องหาเป็นบุคคลตามหมายจับในคดียาเสพติดของศาลจังหวัดพิมาย หลบหนีการจับกุม จึงสืบสวนหาข่าวและเฝ้าติดตามจับกุมมาโดยตลอด จากการ สืบค้นข้อมูลประวัติการเดินทางของผู้ต้องหาในระบบไบโอแมทริกซ์ พบว่าเคยเดินทางเข้า-ออก ราชอาณาจักร ทางจุดตรวจสะพานมิตรภาพ 2 จึงเพิ่มความเข้มข้นจัดวางกำลังเจ้าหน้าที่ในการเฝ้าระวัง ต่อมาพบผู้ต้องหายืนอยู่บริเวณหน้าจุดตรวจสะพานมิตรภาพ 2 กำลังจะเดินทางหลบหนีออกนอกราชอาณาจักร จึงเข้าไปแสดงตัวขอทำการตรวจสอบพบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง จึงแจ้งข้อกล่าวหาจับกุมตัวนำส่ง พงส.สภ.พิมาย ดำเนินคดีต่อไป
พล.ต.ต.ชูฉัตร กล่าวอีกว่าอีกราย พ.ต.อ.เขมรินท์ พิสมัย ผกก.ตม.จว.หนองคาย จับกุมนายอาทิตย์ สัญชาติไทยโดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย นำบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับของผู้อื่นไปใช้แสดงตนว่าเป็นเจ้าของบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับ” ก่อนจับกุมขณะเจ้าหน้าที่ ตม.จว.หนองคาย ปฏิบัติหน้าที่ในจุดตรวจขาออกด่านพรมแดนถาวร สะพานมิตรภาพไทย – ลาว (แห่งที่ 1) พบผู้ต้องหากำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ ยื่นหนังสือผ่านแดนชั่วคราวและบัตรประจำตัวประชาชนระบุชื่อ นายสัญญา ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มีท่าทางพิรุธน่าสงสัย จึงไตรวจสอบข้อมูลบุคคลในระบบไบโอแมทริกซ์ พบว่าภาพใบหน้าของบุคคลตามที่ระบุชื่อในหนังสือผ่านแดนและบัตรประจำตัวประชาชนที่ผู้ต้องหาแสดงนั้น ไม่ตรงกับภาพใบหน้าของผู้ต้องหา จึงนำตัวผู้ต้องหามาสอบสวนอีกครั้ง ผู้ต้องหารับว่าคือ นายอาทิตย์ อายุ 26 ปี สัญชาติไทย อ.แม่ริม จว.เชียงใหม่ ต้องการเดินทางไปเอาของฝากจากเพื่อนชาวลาวที่รออยู่บริเวณด่านพรมแดนฝั่งประเทศลาว แต่เนื่องจากทำบัตรประจำตัวประชาชนหาย จึงไม่สามารถทำหนังสือผ่านแดนเพื่อใช้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรได้ จึงให้นายสัญญาฯ ซึ่งเป็นเพื่อนไปยื่นคำร้องขอทำหนังสือผ่านแดนชั่วคราวที่อำเภอเมืองหนองคายและเมื่อได้หนังสือผ่านแดนมาแล้ว นายสัญญา นำหนังสือผ่านแดนชั่วคราวพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของนายสัญญา มามอบให้ผู้ต้องหาเพื่อใช้แสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการเดินทางออก นอกราชอาณาจักร จนกระทั่งถูกตรวจสอบพบและจับกุมดำเนินคดี

