บรรดาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์การครอบครองในที่ดินภายใต้อาณาจักรไทย ที่มีอักษรย่อมากมาย อาทิ “น.ส.3, น.ส.3 ก, ส.ป.ก.4-01 หรือ ภ.บ.ท.5 และ สทก.” กลายเป็นประเด็นฮือฮาอีกครั้ง หลัง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ออกมาเปิดเผยว่าได้ถือครองทำกินในพื้นที่ป่า โดยมีเอกสารสำคัญแสดงหลักฐานว่าครอบครอบที่ดังกล่าว คือ ภ.บ.ท.5 จำนวนกว่า 1,700 ไร่
จนมีผู้เกี่ยวข้องออกมาท้วงติง อาทิ อรรถพลเจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2551 นั้น นายวิชัย ศรีขวัญ อธิบดีกรมการปกครองในขณะนั้น เคยมีหนังสือเวียนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ว่าการนำแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) หรือทะเบียนที่ดินและใบเสร็จเงินภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.6) เป็นหนังสือสำคัญแสดงการถือสิทธิการถือครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือที่สาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ประโยชนร่วมกันไม่ได้ เพราะการนำเอกสารดังกล่าวมาแสดงเพื่ออ้างกรรมสิทธิ์การครอบครองที่ดิน ส่งผลให้มีการบุกรุกการทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเพิ่มจำนวนมากขึ้น และเพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในวงกว้าง ขอให้ยกเลิกแบบแสดงรายการที่ดิน ภ.บ.ท.5 และให้งดการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินและการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่นั้น เพื่อป้องกันมิให้บุคคลอ้างสิทธิการครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
หนังสือดังกล่าวยังระบุด้วยว่า สำหรับการผ่อนผันให้ราษฎรที่บุกรุกทำกินอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติได้อยู่อาศัยในที่ทำกินต่อไปเป็นการชั่วคราว โดยการออกหนังสืออนุญาตสิทธิที่ทำกิน หรือ สทก.1 และ สทก.2 ครอบครองที่ดิน ที่อยู่อาศัยทำกินในฐานะผู้รับอนุญาตมิใช่การครอบครองในฐานะเจ้าของที่ดิน จึงไม่อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ ตามหนังสือกรมป่าไม้ที่ กส 0705(9)/7078 ลงวันที่ 20 เมษายน 2526 และที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม้ปัจจุบันจะหมดสภาพป่าไปแล้วก็ตามราษฎรที่เข้าไปประกอบอาชีพหรืออยู่ในที่ดินดังกล่าว ไม่ว่าจะโดยการบุกรุกหรืออนุญาตจากทางราชการ ไม่ใช่เจ้าของที่ดินตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่
เชื่อว่าบรรดาตัว “อักษรย่อ” ที่แสดงกรรมสิทธิ์การครอบครองที่ดินจะกลายเป็นประเด็นข่าวให้ต้องติดตามอีกนาน เพื่อความเข้าใจในตัวย่อเหล่านี้จึงขอถอดรหัสสร้างความเข้าใจความหมายที่แท้จริง
“ส.ป.ก.4-01” คือ เอกสารสิทธิให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน เริ่มขึ้นเมื่อมีพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มีหลักการสำคัญว่า ที่ดินในเขตปฏิรูปนั้นใช้ทำเกษตรกรรมได้อย่างเดียวเท่านั้น ทำประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้ และผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก.4-01 จะต้องมีฐานะยากจน เขตปฏิรูปที่ดินหมายถึงที่ดินที่เป็นชุมชนเต็มรูปแบบมาก่อน ที่ดินที่เป็นไร่สวนทำกินของราษฎรตั้งแต่บรรพบุรุษ และที่ดินป่าเสื่อมโทรม หมดสภาพป่าและไม่สามารถฟื้นสภาพป่าได้อีก ไม่รวมถึงป่าในเขตอนุรักษ์ เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ หรือเขตต้นน้ำลำธาร หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 คือสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย
เอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ไม่อนุญาตให้ทำการซื้อขายที่ดิน หากมีการซื้อขายในขณะที่เอกสารสิทธินี้ยังมีผลอยู่จะเป็นโมฆะ แต่สามารถโอน แบ่งแยก และตกทอดทางมรดกให้แก่บุคคลในครอบครัว ได้แก่ สามีภรรยา บุตร บิดามารดา พี่น้องร่วมบิดามารดา พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา และหลาน สามารถเช่าหรือเช่าซื้อเพื่อเกษตรกรรม (ไม่อนุญาตให้เช่าเพื่อจุดประสงค์อื่น) ไม่สามารถจดทะเบียนจำนองได้ เว้นแต่เป็นโครงการของรัฐบาลที่อนุญาตให้ใช้เอกสารสิทธิเป็นประกัน สิทธิในที่ดินยังคงเป็นของรัฐ ประชาชนสามารถคืนที่ดินให้รัฐหากไม่ต้องการ และรัฐสามารถเรียกคืนที่ดินได้หากตรวจสอบพบว่าประชาชนมิได้ใช้ทำการเกษตร
“โฉนด” เป็นหนังสือที่กรมที่ดินออกให้ในฐานะหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ มีตราครุฑสีแดง ผู้ที่มีชื่อเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน มีสิทธิใช้สอย ซื้อขาย ทำประโยชน์ได้เต็มรูปแบบ มีการรังวัด ปักเขตอย่างชัดเจน
“น.ส.3 ก” เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ออกให้กับผู้ครอบครองที่ดิน มีครุฑสีเขียว ไม่มีการรังวัด แต่ใช้ระวางรูปถ่ายทางอากาศ ผู้มีชื่อมีสิทธิครอบครอง ซึ่งหากมีการสอบเขตอย่างแน่นอนแล้ว สามารถเปลี่ยนเป็นโฉนดได้
“ส.ค.1” คือ ใบแจ้งการครอบครองที่ดินเป็นหลักฐานว่าผู้ครอบครองเป็นผู้แจ้งว่าตนครอบครองที่ดินแปลงใดอยู่ แต่ปัจจุบันไม่มีการแจ้ง ส.ค.1 อีกแล้ว ส.ค.1 ไม่ใช่หนังสือแสดงสิทธิที่ดิน เพราะไม่ใช่หลักฐานที่ทางราชการออกให้เพียงแต่เป็นการแจ้งการครอบครองที่ดินของราษฎรเท่านั้น ดังนั้น ตามกฎหมาย ที่ดินที่มี ส.ค.1 จึงทำการโอนกันได้เพียงแต่แสดงเจตนาสละการครอบครองและไม่ยึดถือพร้อมส่งมอบให้ผู้รับโอนไปเท่านั้น ก็ถือว่าเป็นการโอนกันโดยชอบแล้ว ผู้มี ส.ค.1 มีสิทธินำมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ 2 กรณี คือ 1.นำมาเป็นหลักฐานในการขอออกโฉนดที่ดินตามโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ กรณีนี้ทางราชการจะเป็นผู้ออกให้เป็นท้องที่ไป โดยจะมีการประกาศให้ทราบก่อนล่วงหน้า 2.นำมาเป็นหลักฐานในการขอออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เฉพาะราย คือ กรณีที่เจ้าของที่ดินมีความประสงค์จะขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ก็ให้ไปยืนคำขอ ณ สำนักงานที่ดินที่ที่ดินตั้งอยู่เฉพาะการออกโฉนดที่ดินนี้ จะออกได้ในพื้นที่ที่ได้สร้างระวางแผนที่สำหรับออกโฉนดที่ดินไว้แล้วเท่านั้น
“สทก.” คือ สิทธิทำกิน เป็นที่ดินในเขตป่าสงวนฯและเป็นป่าไม้เสื่อมโทรม ต้องเป็นพื้นที่ที่ได้ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยอยู่แล้ว จึงประกาศเป็นเขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติ ฉะนั้น สทก.ยังเป็นที่ป่าสงวนฯอยู่ โดยกรมป่าไม้เป็นผู้อนุญาตและทำการรังวัด ไม่สามารถซื้อขายได้ แต่ตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทได้ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2522 มีมติคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการช่วยเหลือราษฎรที่บุกรุกอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติ ให้ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมายให้มีที่ทำกินเป็นหลักแหล่งไม่ไปแผ้วถางอีกต่อไป กรมป่าไม้ได้เริ่มดำเนินการให้สิทธิทำกิน (สทก.) ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มานับตั้งแต่ปี 2525 ต่อมาปี พ.ศ.2528 รัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2528 กำหนดให้มีมาตรา 16 ทวิ และมาตรา 16 ตรี ขึ้นเพื่อช่วยเหลือราษฎรที่มีความจำเป็นในการครองชีพ สามารถเข้าทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้โดยไม่เดือดร้อน และโดยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งซึ่งความตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นการรับรองว่าสิทธิทำกิน (สทก.) ในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่กรมป่าไม้มอบให้กับราษฎรนั้นเป็นไปตามกฎหมาย
และล่าสุดตามนโยบายรัฐบาลตามที่กรมป่าไม้เพิ่งประกาศที่ดิน “คทช.” คือ การเร่งรัดการจัดที่ดินให้แก่ผู้ยากไร้ โดยไม่ต้องเป็นกรรมสิทธิ์ แต่รับรองสิทธิร่วมให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งที่ดินนั้นยังคงเป็นของรัฐ จึงถูกกำหนดเป็นนโยบายระยะเร่งด่วน และได้จัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)” ขึ้นมา มีเป้าหมายพื้นที่ 3,900,307 ไร่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชายเลน เขตปฏิรูปที่ดิน ที่สาธารณประโยชน์ ที่ราชพัสดุ และนิคมสร้างตนเอง ปัจจุบันจัดที่ทำกินให้ชุมชนแล้ว ตั้งแต่ปี 2558-ปัจจุบัน เนื้อที่โดยประมาณ 893,388 ไร่ เพื่อให้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
“อักษรย่อ” เหล่านี้ เชื่อแน่ว่าบุคคลมีชื่อเสียงที่กำลังตกเป็นข่าวครอบครองที่ดินที่กำลังจะถูกเช็กบิลต้องยกมาเป็นข้ออ้างเพื่อต่อสู้กันในทางกฎหมาย อยู่ที่การถือครองนั้นจะมีตัว “อักษรย่อ” ชนิดใดเป็นภูมิคุ้มกันเช่นกัน

