หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) มีมติเลื่อนการพิจารณาคัดเลือกเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) คนใหม่จากวันที่ 6 มิถุนายน ไปเป็นวันที่ 4 กรกฎาคม เนื่องจากมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครอาจขัดกับมาตรา 32 (12) ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 เนื่องจากผู้สมัครจะต้องไม่ดำรงตำแหน่งในองค์กร หรือหน่วยงานใดที่เป็นคู่สัญญากับสปสช. ซึ่งผู้สมัครแคนดิเดตเหลือ 2 คน มี นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และนพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการ สปสช. โดยมี 1 คน คือ นพ.วันชัย อาจเข้าข่ายเป็นคู่สัญญากับสปสช. จนต้องส่งเรื่องให้กับคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดที่ 10 ตีความ แต่ก็ไม่แล้วเสร็จจนต้องส่งต่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาชุดที่ 1 ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานตีความนั้น
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ส่งบันทึกเรื่องเสร็จที่ 781/2559 ตีความลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเลขาธิการ สปสช.สรุปว่า ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญ สมควรต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงให้มีการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 10 เป็นกรณีพิเศษ มาตรา 32 (12) พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ได้กำหนดลักษณะต้องห้ามของการดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สปสช.ว่า ต้องไม่เป็นหรือภายใน 1 ปีต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้บริหาร ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือมีส่วนได้เสียในนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับ สปสช.
ทั้งนี้ กรณี นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งตามข้อ 3 (2) (ญ) แห่งกฏ ก.พ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดประเภทตำแหน่งและระดับตำแหน่ง พ.ศ. 2551 กำหนดให้ผู้ตรวจราชการของส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกระทรวงเป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ประกอบกับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้ทำข้อตกลงโครงการพัฒนาระบบจัดการข้อร้องเรียนฟ้องร้องทางการแพทย์และสาธารณสุข กับสปสช.ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2558 สิ้นสุดในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 (ยังไม่เกิน 1 ปี) ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีเนื้อหาผูกพันเป็นนิติสัมพันธ์ ในลักษณะเป็นคู่สัญญาดังนั้น นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ จึงเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามในการคัดเลือกเป็นเลขาธิการสปสช. ตามมาตรา 32 (12) โดยที่ประชุมร่วมคณะที่ 1 และคณะที่ 10 มีข้อสังเกตว่า หากกระทรวงสาธารณสุขและสปสช.ประสงค์จะเปิดโอกาสให้มีความหลากหลายของบุคคลซึ่งจะสมัครเลขาธิการ สปสช.ก็ควรดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 32 (12) ให้สอดคล้องกับความประสงค์ดังกล่าว
ด้าน นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ล่าสุดคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความเสร็จและส่งมายัง สปสช. และสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขแล้ว โดยพบว่าในจำนวนผู้สมัครที่ส่งไปตีความ 3 คนนั้น มีเพียง 1 คนที่คุณสมบัติผ่านตามที่กฎหมายกำหนด คือผู้อำนวยการโรงพยาบาล โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลไม่ได้เป็นตำแหน่งผู้บริหารที่ทำสัญญาเรื่องต่างๆ กับสปสช. ดังนั้น ในวันที่ 4 กรกฎาคม จะมีการพิจารณารับรองผู้สมัคร 1 คนเท่านั้นว่า จะรับรองให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสปสช. หรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้สมัคร 3 คนที่ส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ มีนพ.ทรงพล ชวาลตันพิพัทธ์ ผอ.รพ.ราชบุรี นพ.ปภัสสร เจียมบุญศรี ผู้ตรวจราชการฯ และนพ.วันชัย ปรากฏว่ามีนพ.ทรงพล ไม่ขัดคุณสมบัติ แต่ไม่ผ่านการเลือกจากคณะกรรมการสรรหาเลขาธิการสปสช. ซึ่งเลือกไว้ 2 คน มีนพ.วันชัย และนพ.ประทีป แต่เมื่อการตีความเป็นเช่นนี้ แสดงว่านพ.ประทีป จะเป็นตัวเต็งเพียงผู้เดียว โดยต้องไปรอลุ้นอีกครั้งในการประชุมบอร์ดสปสช. วันที่ 4 กรกฎาคมนี้ ว่าจะได้รับการรับรองแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคนใหม่หรือไม่ หากไม่รับรองก็จะต้องเปิดรับสมัครอีกครั้ง

