เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.พุฒิเดช บุญกระพือ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. ร่วมกันจับกุมนายจิราวุฒิ หรือเอิร์ธ ชาวราษฎร์ อายุ 22 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 468/2562 ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2562 ในข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป, ร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม” โดยจับกุมได้เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2560 นายจิราวุฒิได้ร่วมกันกับเพื่อนอีกคนซึ่งถูกจับดำเนินคดีแล้ว ขับขี่รถ จยย. ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวจีน เหตุเกิดบริเวณปากซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ ซอย 7 แขวงและเขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ หลังจากก่อเหตุแล้วนายจิราวุฒิกับพวก ได้แยกย้ายกันหลบหนีไป ภายหลังนายจิราวุฒิถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ห้วยขวาง จับกุมตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่เมื่อศาลให้ประกันตัวต่อสู้คดีแล้วกลับหลบหนีไม่ไปศาลตามนัด ศาลอาญาจึงได้ออกหมายจับ
ต่อมาชุดจับกุมจาก กก.2 บก.ป. ได้ลงพื้นที่ สืบหาข้อมูล จนทราบว่านายจิราวุฒิอาศัยอยู่ที่บ้านกับพ่อแม่ ซึ่งเปิดอู่ซ่อมรถและขายวัสดุก่อสร้าง จึงนำกำลังไปเฝ้าดูพฤติการณ์ พบว่าผู้ต้องหาจะขับขี่รถจักรยานยนต์เข้าออกบ่อยครั้ง แต่ระมัดระวังตัวตลอดโดยสวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้า ทำให้ยากต่อการสังเกตและติดตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้วางกำลังเฝ้ารอ พอสบโอกาสนายจิราวุฒิขับขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้าน จึงได้สะกดรอยตาม จนกระทั่งพบนายจิราวุฒิจอดรถบริเวณหน้าร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ภายในซอยลาดพร้าว 114 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงลงจากรถแสดงตัวเพื่อจับกุม แต่นายจิราวุฒิไม่ยอมให้จับกุมพยายามหลบหนีจะเข้าไปในร้านซ่อมรถดังกล่าว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมพร้อมด้วยพลเมืองดีจึงได้ช่วยกันล็อกตัวนำตัวส่งศาลอาญา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จากการตรวจสอบประวัตินายจิราวุฒิ พบว่าเคยก่อคดีในลักษณะเดียวกันในท้องที่ สน.ลาดพร้าว เมื่อปี 2559 และยังพบว่ามีหมายจับของศาลอาญา เมื่อ 30 กรกฎาคม 2562 ในข้อหา “วิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นการจับกุมจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ” จากการสอบสวนนายจิราวุฒิ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ว่าไม่ได้ร่วมก่อเหตุ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ จึงได้ทำการสืบสวนต่อไป

