จากกรณีนางฮวย ศรีวิรัตน์ และ นางสาวมินตรา ศรีวิรัตน์ หลานสาว ผู้รับมอบอำนาจ พร้อมด้วย นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ เดินทางไปที่ศาลแพ่งพระโขนง เพื่อยื่นฟ้องธนาคารแห่งหนึ่ง และพนักงานของธนาคาร เป็นจำเลย ที่ 1-5 และมีจำเลยที่ 6 เป็นบุตรคนที่ 2 ของนางฮวยเอง ว่ายักยอกเงินเกือบ 300 ล้าน ไปจากบัญชี ซึ่งเมื่ออาม่าทวงถามลูกสาว ก็ได้รับคำตอบว่า เงินใช้ไปหมดแล้ว ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ร้านอาหารครัวบ้านช่าง ซอยศรีนครินทร์ 58 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ นางมาวดี ศรีวิรัตน์ อายุ 53 ปี ลูกสาวของอาม่า พร้อมนายกฤษฎา อินทามระ ทนายความ แถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง
โดยนางมาวดี กล่าวว่า ที่ผ่านมา ตนอยู่กับอาม่าตลอด 50 ปี เมื่ออาม่าป่วยก็ดูแลใกล้ชิดตอนป่วย จะไปไหนก็ต้องรีบกลับ ต่อมาปี 2559 อากงเสียชีวิต อาม่าก็มาอยู่ที่โรงงาน โดยมีครอบครัวพี่ชายดูแล จากนั้นก็เริ่มเกิดปัญหา ครอบครัวพี่ชายก็เริ่มเกิดความวุ่นวาย เข้ามายุ่งเรื่องเงินของครอบครัว เพราะคิดว่าตนได้เงินมากกว่า ทั้งๆ ที่มรดกก็แบ่งกันชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ มีมือที่ 3 ที่ทำให้อาม่ารับข้อมูลที่ผิดเพี้ยน นอกจากนี้หลังที่อาม่าไปอยู่กับครอบครัวพี่ชาย ตนไปเยี่ยม ก็ถูกกีดกัน ไม่ให้เขาไปในโรงงาน ทำให้ตนย้ายมาอยู่ที่เพชรบุรี จนถูกฟ้องร้องว่าเนรคุณในปี 2560 ซึ่งตนเป็นฝ่ายชนะ
นางมาวดีกล่าวว่า ส่วนเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่า เบิกเงินของอาม่าเกือบ 250 ล้านบาท ไม่เป็นความจริง จริงๆ แล้ว อาม่าไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น ช่วงปี 2557 ที่อาม่าป่วย มีเงินในบัญชีประมาณ 100 กว่าล้าน ตอนนั้นการทำธุรกรรมค่อนข้างลำบาก รวมทั้งการสั่งจ่ายเช็คค่าใช้จ่ายของทางโรงงาน เงินเดือนพนักงาน บางครั้งอาม่าอ่อนแรงเซ็นชื่อไม่สะดวก ตนจึงไปปรึกษาแพทย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ธนาคาร ขอเปลี่ยนเงื่อนไขการเบิกถอนเงินเป็นการพิมพ์ลายนิ้วมือ และได้รับการยินยอมจากอาม่า และทำการถอนเงินการบัญชีอาม่า จำนวน 4 ครั้ง มาเปิดบัญชีร่วมกันคือตนและอาม่า จากนั้นก็นำเงินไปลงทุนกองทุนรวมเพื่อเก็งกำไร ซึ่งตนยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องตามที่ถูกกล่าวหา ทั้งนี้เงินในบัญชีที่ตนเปิดร่วมกันกับอาม่ากว่า 100 ล้านบาท มีการแบ่งให้ตนกับพี่ชายคนละ 30 ล้าน ส่วนที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาอาม่า และใช้จ่ายภายในครอบครัว ส่วนที่มีการออกข่าวว่าตนโกงเงินอาม่า 250 ล้าน เป็นการประโคมข่าวเกินจริง และตนเตรียมรวบรวมพยานหลักฐานฟ้องกลับในประเด็นนี้
นางมาวดี กล่าวยืนยันทั้งน้ำตาว่าไม่ใช่ลูกเนรคุณ แม้จะมีการฟ้องร้องกันแต่ในเรื่องความสัมพันธ์ตนยังคิดถึงและเป็นห่วงแม่ ความจริงแม่ไม่น่ามาทำแบบนี้กับตนขนาดนี้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและทำให้แม่เปลี่ยนไปเพราะแม่ย้ายไปอยู่กับพี่ชาย ครอบครัวของพี่ชายอยากได้มรดกเพิ่ม เขาต้องการทรัพย์สินส่วนที่อาม่าเคยยกให้เรา ทั้งๆ ที่แบ่งกันคนละ 30 ล้านแล้วยังอยากได้เพิ่ม จนไปสร้างเรื่องทำให้แม่เข้าใจผิด




