หลังจากคณะกรรมการกฤษฎีกาส่งบันทึกเรื่องเสร็จที่ 781/2559 ตีความลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สรุปว่า นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ขาดคุณสมบัติไม่สามารถลงชิงตำแหน่งเลขาธิการ สปสช.ได้ ซึ่งทำให้เหลือแคนดิเดตที่จะเข้าสู่การพิจารณารับรองของคณะกรรมการสรรหาเลขาธิการ สปสช.ในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ เพียงคนเดียว คือ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการ สปสช.นั้น
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน นพ.จรัล ตฤณวุฒิพงษ์ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์และสาธารณสุข เปิดเผยว่า การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา ถือว่าถูกต้อง เพราะตีความตามประเด็นที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เสนอไป ซึ่งเป็นการเสนอการตีความที่ปลายเหตุ ไม่ใช่ต้นเหตุ กล่าวคือ เสนอเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร 1 ในนั้นมีแคนดิเดตคือ นพ.วันชัย ด้วย โดยให้ตีความว่า การดำรงตำแหน่งดังกล่าวในนาม สธ.ถือว่าผิดมาตรา 32 (12) พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 หรือไม่ ทั้งนี้มาตราดังกล่าวกำหนดว่า ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สปสช.ภายใน 1 ปี ต้องไม่เป็นกรรมการหรือผู้บริหาร หรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับคู่สัญญาของ สปสช. ดังนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ต้องตีความว่า ขาดคุณสมบัติ เพราะปัจจุบัน นพ.วันชัยยังเป็นผู้ตรวจราชการ สธ.และยังอยู่ในเวลาที่กฎหมายห้ามไว้
นพ.จรัล กล่าวอีกว่า ประเด็นที่สงสัยคือ เพราะเหตุใดจึงไม่ส่งตีความที่ต้นเหตุของปัญหา คือ สธ.นับเป็นหน่วยบริการหรือไม่ เพราะตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ สปสช.จะทำสัญญาได้ต้องเป็นหน่วยบริการ คือ โรงพยาบาล แต่ที่ผ่านมา สปสช.มีคู่สัญญาหลายองค์กร ทั้งสมาคมแพทย์ แพทยสภา กรม กระทรวง ซึ่งประเด็นนี้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยทำหนังสือทักท้วงว่า สปสช.ทำสัญญาโดยการใช้เงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพฯ ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ เนื่องจากการทำสัญญากับหน่วยงานที่ไม่ใช่หน่วยบริการ/สถานพยาบาล ถือว่าไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เรียกง่ายๆ ทุกอย่างต้องเป็นโมฆะ ซึ่งประเด็นนี้ในการประชุมบอร์ด สปสช.เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ได้มีการหยิบยกมาหารือ และเสนอว่า สปสช.ต้องส่งเรื่องเพิ่มเติมให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า หน่วยงานใดบ้างที่ถือเป็นหน่วยบริการ สธ.ถือเป็นหน่วยบริการด้วยหรือไม่ แต่ปรากฎว่า สปสช.ไม่ส่งประเด็นนี้
“ดังนั้น คงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะในเมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้ คงต้องมารอพิจารณาการรับรองตำแหน่งให้แคนดิเดตเพียง 1 คนที่เหลือว่าจะได้รับการรับรองหรือไม่ ซึ่งก็ต้องอยู่ที่การประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด) สปสช.วันที่ 4 กรกฎาคมนี้” นพ.จรัล กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังทราบผลการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา ปรากฎว่าใน สปสช.มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เพราะแม้จะเหลือแคนดิ
เดตเพียง 1 คน แต่หากเสียงในที่ประชุมรับรองไม่ถึงครึ่งหนึ่ง อาจต้องมีการเปิดรับสมัครใหม่อีกครั้ง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น นพ.ประทีป จะไม่สามารถลงสมัครได้อีก เนื่องจากอายุเกิน 60 ปี
ขณะที่ น.ส.สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ถือเป็นการตีความที่เป็นไปตามตัวกฎหมายจริงๆ ประเด็นคือ ในการพิจารณารับรองตำแหน่งดังกล่าวให้แก่ นพ.ประทีป ขอให้มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากไม่รับรองก็จะยืดเยื้อออกไปอีก และไม่เป็นธรรมกับ นพ.ประทีป

