ศพชาวดัตช์ลอยเจ้าพระยาหลังบอกลาสาวไทย

4.12.19 | 16:28 น.

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงความคืบหน้าเหตุ พบศพผู้เสียชีวิตเป็นชาวต่างชาติลอยน้ำอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่ สภ.เมืองสมุทรปราการ ว่ารับรายงานจาก สภ.เมืองสมุทรปราการ ว่า เมื่อเวลา 06.00 น.พบศพลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหน้าศาลากลาง จว.สมุทรปราการ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จว.สมุทรปราการ ตำรวจที่เกี่ยวข้องจึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบศพนายโจฮันเนส เชอเดอร์ อายุ 73 ปี สัญชาติเนเธอแลนด์ สวมกางเกงขายาวสีดำ เสื้อแขนสั้นสีดำ เบื้องต้นไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการทำร้ายบนร่างกายของผู้ตาย พนักงานสอบสวน สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ(สพฐ.ตร.) พร้อมด้วยฝ่ายสืบสวน ตรวจสอบทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพที่เกิดเหตุประกอบคดี วาดแผนที่เกิดเหตุพอสังเขป และร่วมกับแพทย์ชันสูตรพลิกศพผู้ตายตลอดจนให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน หาเบาะแสข้อมูลของผู้เสียชีวิตและซักถามปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์ในเบื้องต้น ทราบว่าก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายเดินทางเข้ามาประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยว โดยรู้จักกับ น.ส.ศิริพรฯ เป็นเวลาประมาณ 2 เดือน ต่อมาวันที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 10.00 น. ผู้ตายนัดหมายเพื่อไปพบ น.ส.ศิริพรฯ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งเพื่อบอกลาว่าจะกลับประเทศ จากนั้นจึงพบว่าเสียชีวิต พนักงานสอบสวนจึงไสอบปากคำ น.ส.ศิริพรฯ ไว้เพื่อประกอบสำนวนชันสูตรพลิกศพเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป อีกทั้งพนักงานสอบสวนรายงานเหตุไปยัง สถานเอกอัครราชทูตเนเธอแลนด์ประจำประเทศไทย สถานกงสุลเนเธอแลนด์ ,สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกองการต่างประเทศเพื่อทราบเหตุการเสียชีวิตและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป


รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่าพนักงานสอบสวสอบปากคำพยานไปแล้วหลายปาก และอยู่ระหว่างสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังคงต้องรอผลชันสูตรพลิกศพจากแพทย์ เพื่อประกอบสำนวนการชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุการตายโดยละเอียดอีกครั้ง โดยจะเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายได้กำหนดภายใน 30 วัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ประเด็นใดในการสืบสวนสอบสวนทิ้งไป

โดยทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กำชับพนักงานสอบสวนให้ ดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ในสำนวนชันสูตรพลิกศพ อย่างตรงไปตรงมา เป็นธรรรม ด้วยความรวดเร็วภายในระยะเวลาที่กรอบกฎหมายกำหนด โดยอาศัยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ พร้อมกำชับฝ่ายสืบสวน สืบหาข้อมูล จากพยานบุคคลและพยานแวดล้อมต่างๆทางคดี โดยเน้นย้ำให้ทำงานควบคู่กันไป ระหว่างฝ่ายสืบสวนและฝ่ายสอบสวน เพื่อจะได้ทราบถึงสาเหตุการเสียชีวิตในครั้งนี้ที่แท้จริงต่อไป