‘ป่าไม้’ รังวัด เล้าไก่ ‘เอ๋’ อีกรอบ ภาพถ่ายทางอากาศชี้เข้าทำประโยชน์หลังประกาศป่าสงวน

9.12.19 | 16:02 น.

ภาพถ่ายทางอากาศชี้ชัด ปารีณา เข้าทำประโยชน์ที่เล้าไก่ ปี 2537-2543 หลังประกาศป่าสงวนป่าฝั่งซ้ายลุ่มน้ำภาชี กรมป่าไม้ ลุยต่อเตรียมลงพื้นที่รังวัดที่ดิน ส.ป.ก. จำนวน 682 ไร่ใหม่ ยันเสร็จใน 7 วันทำการ ก่อนดำเนินคดี “ปารีณา” ฐานบุกรุกป่า

เอ๋รุกป่า-เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ถึงหลายฝ่ายเรียกร้องให้กรมป่าไม้ดำเนินคดีบุกรุกป่าในพื้นที่ 682 ไร่ที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ แจ้งครอบครองใบ ภ.บ.ท.5 ต่อ ป.ป.ช.ว่า ตอนนี้ยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เพียงแต่พื้นที่ 682 ไร่นั้นการดำเนินการต่างๆนั้นหากเกิดอะไรขึ้นตามมาคนที่จะต้องรับผิดชอบหากมีการฟ้องร้องต่อไปคือเจ้าหน้าที่ ดังนั้นในการดำเนินการต่างๆจึงต้องใช้เวลาในการพิจารณาให้รอบคอบ วันนี้มันมีคำว่าถูกต้องกับถูกใจเวลาดำเนินการเรื่องใดจะเอาแต่ที่ถูกใจไม่ได้แต่ต้องถูกต้องและละเอียดรอบคอบด้วย

นายวราวุธ กล่าวว่า ขอขอบคุณสังคมและหลายฝ่ายที่ออกมาแสดงความเห็นชี้แนะในเรื่องต่างๆ ยืนยันว่าการทำงานของกรมป่าไม้ทำงานตามกฎหมายแน่นอน แต่ขอตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดรอบคอบก่อน และยืนยันว่าไม่ได้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ วันนี้สิ่งที่กรมป่าไม้ทำก็คือเขาได้ตรวจสอบในพื้นที่และแปลภาพถ่ายทางอากาศในส่วนที่แจ้งความดำเนินคดีไปแล้วหากพนักงานสอบสวนต้องการข้อมูลก็พร้อมที่จะนำไปแสดง วันนี้คนที่มองมุมต่างก็มี และถ้าหากผิดพลาดไปคนที่ต้องรับผิดชอบก็คือเจ้าหน้าที่

เมื่อถามว่าหากไม่ดำเนินการต่อก็มีคนเตรียมจะฟ้องร้องกรมป่าไม้ในเรื่องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นายวราวุธ กล่าวว่า อย่าสับสนกับคำว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอยู่อย่างรอบคอบ

Advertisement

วันเดียวกัน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ เชิญผู้อำนวยการสำนักกฏหมาย กรมป่าไม้ และฝ่ายกฏหมาย ของสำนักคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร(ส.ป.ก.) เข้ามาประชุมเป็นการภายในที่กรมป่าไม้ เพื่อหารือข้อกฏหมาย ว่าสมควรฟ้อง หรือไม่ฟ้อง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) โดยใช้เวลาหารือประมาณ 2 ชั่วโมง

นายอรรถพล ให้สัมภาษณ์ว่า การจะฟ้องร้องเพื่อเอาผิดน.ส.ปารีณา กับกรณีรุกพื้นที่ป่า 682 ไร่ โดยอ้างว่า เสียเงินบำรุงท้องที่ ภ.บ.ท.5 ซึ่งตรวจสอบพื้นที่ล่าสุดเป็นพื้นที่ส.ป.ก.นั้น โดยหลายคนอยากให้กรมป่าไม้ฟ้องร้อง น.ส.ปารีณา กรณีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เพราะเดิมที ก่อนที่จะเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและพื้นที่ป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งเรื่องนี้กรมป่าไม้ต้องมีความรอบคอบ โดยเฉพาะในเรื่องของข้อกฏหมาย จึงเชิญฝ่ายกฏหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ ซึ่งประเด็นการหารือได้ข้อสรุปออกเป็น 2 แนวทาง คือ จะต้องฟ้องดำเนินคดีเอาผิดกับน.ส.ปารีณา ว่าบุกรุกพื้นที่ป่า และ ไม่ดำเนินคดี ซึ่งทางส.ป.ก.ยืนยันว่า จะไม่ฟ้อง น.ส.ปารีณา อย่างไรก็ตาม ทางกรมป่าไม้จะรอคำตอบจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่จะชี้แนวทางเรื่องนี้ด้วย

นายอรรถพล กล่าวว่า กำชับให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุดเนื่องจากยังมีความเห็นเป็น 2 ด้าน โดยด้านหนึ่งยึดถือตามการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งระบุว่า เขตปฏิรูปที่ดินซึ่ง ส.ป.ก. ได้มีแผนการดำเนินการงานและงบประมาณเพื่อจัดสรรสิทธิแล้วถือว่า เป็นที่ดินของส.ป.ก. ส่วนอีกด้านหนึ่งยึดถือตามคำตัดสินของศาลฎีกาที่พิพากษาลงโทษผู้ครอบครอบเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งยังไม่เข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ ว่า ยังคงถือเป็นที่ดินตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ดังนั้นจะเข้าข่ายบุกรุกที่ป่าไม้ซึ่งพร้อมจะดำเนินคดีแก่ผู้ครอบครองตามมาตรฐานเดียวกันทุกราย

“หลักการของกรมป่าไม้คือ หากพบว่าทำความผิดเมื่อไรก็ฟ้องดำเนินคดีทันที อย่างกรณีของพื้นที่ป่าสงวน 46 ไร่ ที่เราฟ้องดำเนินคดีไปแล้ว แต่กรณี 682 ไร่นี้ ขอให้ได้ข้อยุติจากฝ่ายกฎหมายก่อน ซึ่งคงอีกไม่นาน”นายอรรถพล กล่าว

นายอรรถพล กล่าวว่า กรมป่าไม้ จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อทำการรังวัดพื้นที่ที่แท้จริงในเขต ส.ป.ก.จำนวน 29 แปลง เนื้อที่ 682 ไร่ ที่ น.ส.ปารีณา ส่งคืน ส.ป.ก. อีกครั้งในสัปดาห์นี้ ว่า ข้อเท็จจริงมีจำนวนกี่ไร่ ซึ่งไม่น่าจะคลาดเคลื่อนไปจาก จำนวน 682 ไร่มากหรือน้อย เพราะการรังวัด ต้องทำเฉพาะที่ น.ส.ปารีณา ใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ จะใช้เวลาทำการรังวัดไม่เกิน 7 วันทำการจะแล้วเสร็จ จากนั้น กรมป่าไม้จะนำมาพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงที่กรมป่าไม้มีอยู่ คือ การครอบครองพื้นที่ 682 ไร่ ของ น.ส.ปารีณา จากการแปลภาพถ่ายทางอากาศ และการใช้ประโยชน์จากที่ทำกิน ซึ่งพบว่า มีร่องรอยการเข้าทำประโยชน์ระหว่างปี 2537 – 2543 โดยจะนำข้อมูลใหม่จากการรังวัดและข้อมูลเดิมมาพิจารณาร่วมกับฝ่ายกฎหมายรวมทั้งคำตอบจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่จะชี้แนวทางเรื่องนี้ด้วยว่า ที่ดิน ส.ป.ก.ที่เจ้าหน้าที่ทำการรังวัดมาใหม่ ยังคงถือเป็นที่ดินตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ และ พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ.2484 หรือไม่ หากชัดเจนว่า ยังคงเป็นที่ป่าไม้ จะดำเนินคดีฐานความผิดบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่ม

“ข้อเท็จจริงสำหรับการครอบครองพื้นที่ 682 ไร่ ของน.ส.ปารีณา ที่ได้มาวันนี้ก็คือ การแปลภาพถ่ายทางอากาศ และการใช้ประโยชน์จากที่ทำกิน ซึ่งพบว่า มีร่องรอยการเข้าทำประโยชน์ระหว่างปี 2537-2543 ซึ่งแน่นอนว่า หลังปี 2527 ซึ่งเป็นปีที่มีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายลุ่มน้ำภาชี อย่างไรก็ตามข้อมูลทั้งหมดต้องนำมาประมวลเทียบเคียงกัน ทั้งเรื่องข้อกฏหมาย ส.ป.ก. นโยบายของรัฐบาล รวมทั้งเรื่องการปฏิบัติตามมติชนคณะรัฐมนตรีด้วย”นายอรรถพล กล่าว

อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่า กรมป่าไม้ ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศกับผู้กระทำความผิดฐานบุกรุกป่า โดยขณะนี้ ได้กำชับให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะยึดถือตามการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งระบุว่า เขตปฏิรูปที่ดินซึ่ง สปก. ได้มีแผนการดำเนินการงานและงบประมาณเพื่อจัดสรรสิทธิแล้วถือว่า เป็นที่ดินของ ส.ป.ก. หรือ ยึดถือตามคำตัดสินของศาลฎีกาที่พิพากษาลงโทษผู้ครอบครอบเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งยังไม่เข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิว่า ยังคงถือเป็นที่ดินตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ดังนั้น จะเข้าข่ายบุกรุกที่ป่าไม้ซึ่งพร้อมจะดำเนินคดีแก่ผู้ครอบครองตามมาตรฐานเดียวกันทุกราย

นายอรรถพล กล่าวว่า การดำเนินคดีกับที่ดิน ส.ป.ก.จำนวน 682 ไร่ ที่กรมป่าไม้ จะลงพื้นที่รังวัดใหม่ จะใช้เวลาไม่นานและขอให้ได้ข้อยุติในเรื่องกฎหมายก่อน ถ้าผิดฟ้องแน่นอนเหมือนกรณีที่กรมป่าไม้ได้ดำเนินคดีใน 46 ไร่เศษ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อถามเรื่องที่ มีข่าวว่า มี ส.ส.จำนวนถึง 13 คน ครอบครองพื้นที่ ส.ป.ก.อยู่เวลานี้ ทางกรมป่าไม้จะต้องไปตรวจสอบร่วมกับ ส.ป.ก.หรือไม่ นานยอรรถพล กล่าวว่า ต้องดูว่าพื้นที่ดังกล่าวก่อนประกาศ เป็นพื้นที่ ส.ป.ก.นั้น อยู่ในพื้นที่อะไร อย่างไรก็ตาม หากผู้ครอบครอง ไม่มีคุณสมบัติครอบครองที่ดินส.ป.ก.นั้น เบื้องต้น ส.ป.ก.จะต้องดำเนินการก่อน ทั้งนี้ ส.ป.ก.ก็มีหน้าที่เป็นเจเาหน้าที่ตามพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติด้วยเช่นกัน