หน้าแรก ในประเทศ จัดเก็บภาษีที...

จัดเก็บภาษีที่ดินฯ ยุ่งยากจนต้องขยาย

13.12.19 | 13:16 น.

เคาต์ดาวน์เข้าสู่ปี 2563 จะถือเป็นปีดีเดย์ที่จะมีการนำ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562 มาบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยกฎหมายภาษีที่ดินฯ เข้ามาทดแทนกฎหมายที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 เนื่องจากการจัดเก็บภาษีตามกฎหมายทั้งสองฉบับไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้มีปัญหาและข้อจำกัดเกี่ยวกับฐานภาษี อัตราภาษี และการลดหย่อนภาษี ทำให้หน่วยงานท้องถิ่นมีรายได้ไม่เพียงพอในการนำไปพัฒนาท้องถิ่น รัฐบาลจึงยังต้องจัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนเพิ่มเติม

การจัดเก็บภาษีตามมูลค่าทรัพย์สินตามกฎหมายภาษีที่ดินฯ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมได้ โดยผู้ถือครองทรัพย์สินมูลค่าสูงจะมีภาระต้องเสียภาษีมากกว่าผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่าต่ำ และจะมีการจัดเก็บภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าในอัตราสูง เชื่อว่ายังเป็นการกระตุ้นให้เจ้าของที่ดินใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดปัญหาการกักตุนที่ดินเพื่อเก็งกำไร รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน อย่างไรก็ตาม กฎหมายการเรียกเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แม้มีความพยายามผลักดันในหลายรัฐบาล แต่มีอันต้องตกม้าตายไปทุกครั้ง

จนกระทั่งรัฐบาลในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงสามารถผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปได้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 13 มีนาคม 2562 และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

ขณะนี้หน่วยงานปฏิบัติก็เริ่มเตรียมความพร้อมไปบ้างแล้ว แต่ด้วยเหตุที่ประชาสัมพันธ์ให้ได้รับรู้รับทราบน้อยมาก ทำให้เกิดความวิตกสงสัยไปจนถึงขั้นแตกตื่น เมื่อมีหนังสือจากสำนักงานเขตแจ้งไปยังผู้ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านหลังแรกตามที่อยู่ในบ้านหลังแรก เกี่ยวกับการครอบครองอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นบ้านหลังที่ 2

ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า การเก็บภาษีดินและสิ่งปลูกสร้างจะเริ่มกับคอนโดมิเนียมเป็นอันดับแรก ก่อนจะไปเก็บภาษีสิ่งปลูกสร้างพร้อมที่ดิน เพราะคอนโดมิเนียมทำการประเมินได้ง่ายกว่า ขณะที่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต้องมีการรังวัดใหม่ทั้งหมด มีความยุ่งยากและซับซ้อนกว่า เช่น เพิ่งจะเริ่มนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อจำแนกว่าใครครอบครองบ้านหลังที่ 2 ที่ใดบ้าง

Advertisement

บางกรณีตรวจสอบข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียนแล้วพบว่า มีผู้ที่มีชื่อและนามสกุลเดียวกันตั้งแต่ 3 คนไปถึงหลักร้อยคน ทำให้ยากต่อการตรวจสอบว่าใครกันแน่ เป็นเจ้าของที่แท้จริง
ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติทั่วทั้งประเทศ ไม่สามารถเตรียมการได้ทันกับกฎหมายที่จะเริ่มบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

ในที่สุด ฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือด่วนที่สุดสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้ขยายกรอบเวลาดำเนินการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกไป เนื่องจากกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย จัดทำหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องยังไม่แล้วเสร็จ ส่งผลให้เกิดความล่าช้า ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่ทราบรายละเอียดหลักเกณฑ์วิธีการปฏิบัติที่ชัดเจน และไม่สามารถดำเนินการแจ้งบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ถ้วนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ได้

ในช่วงเวลาที่ขยายออกไปจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ดังนี้ 1.การจัดทำบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อประกาศ พร้อมทั้งจัดส่งข้อมูลของผู้เสียภาษีทราบรายละเอียด จากเดิมภายในเดือนพฤศจิกายน 2562 เป็นภายในเดือนมีนาคม 2563

2.การประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อัตราภาษีที่จัดเก็บ และรายละเอียดอื่นที่จำเป็นในการจัดเก็บภาษี จากก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2563

3.การแจ้งการประเมินภาษีโดยส่งแบบประเมินภาษีให้กับผู้เสียภาษี จากภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็น ภายในเดือนมิถุนายน 2563

4.การชำระภาษีตามแบบการแจ้งการประเมินภาษี ของผู้มีหน้าที่เสียภาษี จากภายในเดือนเมษายน 2563 เป็นภายในเดือนสิงหาคม 2563

5.การผ่อนชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของผู้มีหน้าที่เสียภาษี ขยายจากงวดที่ 1 ภายในเดือนเมษายน 2563 งวดที่ 2 ภายในเดือนพฤษภาคม 2563 งวดที่ 3 ภายในเดือนมิถุนายน 2563 เป็นงวดที่ 1 ภายในเดือนสิงหาคม 2563 งวดที่ 2 ภายในเดือนกันยายน 2563 งวดที่ 3 ภายในเดือนตุลาคม 2563 6.การมีหนังสือแจ้งเตือนผู้เสียภาษีที่มีภาษีค้างชำระ จากภายในเดือนพฤษภาคม 2563 เป็นเดือนกันยายน 2563 และ 7.การแจ้งรายการภาษีค้างชำระให้สำนักงานที่ดินหรือสำนักงานที่ดินสาขาจากภายในเดือนมิถุนายน 2563 เป็นเดือนตุลาคม 2563

แม้ว่าจะมีการเลื่อนการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามกำหนดดังกล่าว แต่ปีนี้จะมีการเริ่มเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปีนี้เป็นปีแรกแน่นอน โดย ลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า กฎหมายภาษีที่ดินฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ที่เลื่อนคือกระบวนการเสียภาษีเท่านั้น ซึ่งการขยายไป 4 เดือนทำให้ผู้เสียภาษีเลื่อนจ่ายภาษีไปเป็นเดือนสิงหาคม 2563 จากเดิมต้องในเดือนเมษายน 2563 ตรงนี้ช่วยทำให้ทั้งผู้จัดเก็บคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บางแห่งที่ยังไม่พร้อม มีเวลาที่จะทำให้กระบวนจัดเก็บมีความพร้อม และทำให้ผู้เสียภาษีมีเวลาในการหายใจอีก 4 เดือน

ระหว่างนี้ก็ต้องเตรียมตัวสำรวจที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่เพื่อนำไปตรวจสอบ กับข้อมูลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่จะประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อัตราภาษีที่จัดเก็บ จำนวนภาษีที่ต้องชำระ และรายละเอียดอื่นที่จำเป็นในการจัดเก็บภาษีในแต่ละปี ณ สำนักงานหรือที่ทำการของ อปท. โดยไม่ถูกต้องผู้เสียภาษีสามารถอุทธรณ์ให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาทบทวนและแก้ไขให้ถูกต้องได้
ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็มา!

แต่รายได้ที่จัดเก็บเพื่อพัฒนาท้องถิ่นซึ่งเป็นคนในพื้นที่ที่จะได้ประโยชน์ ต้องช่วยกันตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือนและมีการเสียภาษีถูกประเภท!