“กรมคุมประพฤติ”ลุยต่อ พาชาว”เมาแล้วขับ” ทัวร์ห้องดับจิต ทั่วประเทศกว่า 1,000 ราย
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่โรงพยาบาลตากสิน เขตคลองสาน กรุงเทพฯ นายประสาร มหาลี้ตระกูล รองอธิบดีกรมคุมประพฤติเป็นประธานพิธีเปิดและการอบรมความรู้เกี่ยวกับพิษภัยและโทษของแอลกอฮอล์ และกิจกรรมนำผู้ถูกคุมความประพฤติ 100 คน เข้าศึกษาการปฏิบัติงานในห้องดับจิตและการทำงานบริการสังคม โดยงานครั้งนี้จัดขึ้นโดยสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 3 ร่วมกับโรงพยาบาลตากสิน จัดโครงการเมาแล้วขับไปห้องดับจิต เพื่อกระตุ้นให้ผู้ถูกคุมความประพฤติตระหนักถึงพฤติกรรมของตนเอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้อื่นและสังคม รวมถึงส่งผลให้ไม่กระทำผิดซ้ำอีก
นายประสาร กล่าวว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนส่วนใหญ่มาจากปัญหาการดื่มสุราจนทำให้ขาดสติควบคุม ทำให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงยังส่งผลกระทบต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม อีกทั้งมติคณะรัฐมนตรีที่มีแนวทางในการขับเคลื่อนการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ในการนำเสนอการลงโทษสำหรับผู้ขับขี่รถขณะมึนเมาสุราไปบำเพ็ญประโยชน์ด้วยการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล หรือดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รู้ซึ้งถึงความทุกข์ทรมาน การสูญเสียสมรรถภาพจากการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน เป็นการกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึก เพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่ให้มีความปลอดภัยทางถนนมากขึ้น

นายประสาร กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขได้จัดเตรียมสถานบริการหรือโรงพยาบาลทั่วประเทศไว้รับผู้ถูกคุมความประพฤติทำงานบริการสังคม และพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งศาล หรือแนวปฏิบัติของกรมคุมประพฤติ ทั้งนี้ การบริการสังคมตามคำพิพากษาของศาล หากมีคำสั่งให้บำเพ็ญประโยชน์ด้วยการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลนั้น หากจะมีการนำเข้าห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน หรือห้องดับจิต จะมีการประสานงาน เห็นชอบ ให้ความร่วมมือ และกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่าย ทั้งแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาล เจ้าพนักงานคุมประพฤติ ผู้กระทำความผิด และตัวผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือญาติของผู้เสียชีวิต เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลเพื่อลดปริมาณการเกิดอุบัติเหตุทางถนนจากผู้เมาแล้วขับ โดยดำเนินการตามกรอบอำนาจที่กฎหมายบัญญัติไว้ และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล
ทั้งนี้ กรมคุมประพฤติได้ดำเนินการพาผู้ถูกคุมความประพฤติเข้าไปช่วยเหลือและศึกษาดูงานห้องดับจิต ระหว่างวันที่ 21 เม.ย.-20 มิ.ย.59 โดยสำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศไปแล้ว 47 แห่ง 1,733 ราย

