จับร้านค้าหมูเปื้อน ‘บอแรกซ์’ เตือนเผลอกินอันตราย ทำ ‘ไตพิการ-สมองอักเสบ’

20.06.16 | 14:14 น.

วันที่ 20 มิถุนายน ศ.ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาต ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงกรณีที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี ลงพื้นที่ตรวจจับผู้ค้าเนื้อหมูในตลาดสี่มุมเมือง ย่านรังสิต ลอบผสมสารบอแรกซ์ หรือผงกรอบ ในเนื้อหมู ว่า ปัจจุบันบอแรกซ์เป็นสารต้องห้ามใช้ผสมในอาหารและกิจการอาหารทุกประเภท หากพบว่ามีการผสมลงไปจะมีความผิด มีโทษรุนแรง เนื่องจากสารดังกล่าวมีอันตรายต่อร่างกาย 2 ระบบ คือ 1.กรวยไต ทำให้เกิดการอักเสบที่เนื้อเยื่อกรวยไต หรือเซลล์กรวยไต หากสะสมไปนานๆ จะทำให้ไตวาย หรือไตพิการได้ 2.สมอง ทำให้เกิดการอักเสบที่สมอง การทำงานของสมองไม่ปกติ เสื่อมการทำงาน ถือเป็นผลกระทบที่รุนแรงมาก ส่วนผลกระทบในระยะสั้นจะทำให้กระดูกอ่อนแอ แต่หากร่างกายยังแข็งแรงดีสารดังกล่าวก็จะทำอันตรายกับกระดูกได้น้อย แต่หากครั้งแรกก็ได้รับสารตัวนี้ในปริมาณมากก็ทำให้อันตรายกับไตได้เช่นกัน

ศ.ทรงศักดิ์กล่าวว่า เนื่องจากสารบอแรกซ์มีคุณสมบัติทำให้อาหารไม่เน่าเสียง่ายจึงพบมีการลักลอบผสมในอาหาร อย่างกรณีนี้พบว่ามีการทาเอาไว้ที่เขียงหมู หากเอาทิ้งไว้ประมาณครึ่งวันสารตัวนี้ก็จะยังอยู่ที่ผิวด้านนอกของเนื้อหมู สามารถล้างทำความสะอาดได้บ้าง แต่ถ้าทิ้งเอาไว้นานๆ สารบอแรกซ์ก็จะซึมเข้าไปในเนื้อหมู ความร้อนไม่สามารถทำลายได้ ทั้งนี้ ปัญหาสารบอแรกซ์จะไม่มีสี ไม่มีกลิ่น จึงตรวจสอบได้ยาก แต่ก็สามารถตรวจสอบได้ด้วยการนำเนื้อหมูไปล้างในน้ำ แล้วใช้กระดาษกรองหรือกระดาษชำระหนาๆ ชุบขมิ้นจุ่มในน้ำล้างเนื้อหมูดังกล่าว หากกระดาษเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีม่วงๆ แดงๆ แสดงว่ามีสารบอแรกซ์ปนอยู่

ศ.ทรงศักดิ์กล่าวต่อว่า เรื่องที่ต้องให้ความรู้กับผู้ค้าคือ เนื้อหมูนั้นไม่ว่าจะทำอย่างไรหากไม่เก็บให้ดีก็จะทำให้มีกลิ่นเหม็นได้ วิธีการที่ดีที่สุดคือแช่ไว้ในตู้เย็น เวลาขายก็ค่อยนำออกมา ไม่ต้องแขวนไว้นอกตู้เย็นตลอดเวลา หรือที่มักพบกันคือการวางเนื้อหมูบนกระบะที่มีน้ำแข็งวางรองอยู่ด้านล่าง หรือวางในกระบะทำความเย็น ก็จะช่วยถนอมเนื้อหมูได้ดี อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่า การวางในกระบะทำความเย็นจะคุ้มค่ากว่า เพราะลงทุนซื้อกระบะทำความเย็นเพียงครั้งเดียว ซึ่งราคาประมาณ 20,000-30,000 บาท สามารถใช้ได้ตลอด ที่เหลือจ่ายค่าไฟซึ่งตกเดือนละไม่มาก เมื่อเทียบกับการใช้กระบะน้ำแข็งซึ่งต้องซื้อน้ำแข็งทุกๆ วัน