“อัยการ” ลั่น โรงพยาบาลต้องเป็นที่ปลอดภัยที่สุด เร่งรัดคดีตีกัน รพ.เป็นคดีตัวอย่างปรามเหตุ

15.12.19 | 13:53 น.

อัยการ ลั่น โรงพยาบาลต้องเป็นที่ปลอดภัยที่สุด ยกเคส รพ.อ่างทองเดือนเดียวจำคุกไม่รอลงอาญา เตรียมประสานร่วมมือ เร่งรัดเป็นคดีตัวอย่างป้องปรามเหตุ ชี้ เครื่องมือเเพทย์ราคาเเพงเสียหายฟ้องชดใช้หนัก


เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. นาย  โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าเเละเเนวทางเเก้ไขปัญหาการตีกันในโรงพยาบาลภายหลังศาลจังหวัดอ่างทองมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกไม่รอลงอาญา 3เดือนกลุ่มวัยรุ่น 2 กลุ่มยกพวกไปทำร้ายกัน ที่โรงพยาบาลอ่างทอง สาเหตุจาก กลุ่มวัยรุ่นทั้ง 2 กลุ่ม ไปเที่ยวที่สถานบันเทิง ก่อนที่จะมีเรื่องทำร้ายร่างกายกันจนได้รับบาดเจ็บ มารักษาตัวที่รพ. แต่คู่อริไม่ยอมจบ ตามมาหาเรื่องถึงหน้าห้องฉุกเฉิน ต่อหน้าต่อตาตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของรพ. โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา ว่าภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาเเละสื่อมวลชนมีการนำเสนอข่าวคำพิพากษาจากเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมาทาง หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์ สำหรับผู้บริหารระดับสูงรุ่น8 ซึ่งตนเป็นนักศึกษาหลักสูตรดังกล่าวอยู่ นั้นพล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา ได้นำข่าวที่ศาลสั่งลงโทษจำคุกผู้ก่อเหตุในโรงพยาบาลขึ้น หารือในห้องอบรม ซึ่งในหลักสูตรมีผู้เรียน150คนมีเเพทย์ที่เป็นผู้บริหารระดับสูงเรียนหลักสูตรดังกล่าวอยู่กว่า 70 ท่านก็มีการมองว่าเหตุที่เกิดในสถานพยาบาลจะทำให้ประชาชนที่มาใช้บริการไม่ปลอดภัย เนื่องจากมีวัยรุ่น ที่ส่วนมากจะเมาในช่วงเทศกาลทะเลาะทำร้ายกัน เเละเมื่อมีคนบาดเจ็บมารักษาที่โรงพยาบาลและก็ยังมีการตามมาทำร้ายกันในโรงพยาบาลอีก ทั้งที่สถานที่ดังกล่าวควรเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด ที่ผ่านมาเราจะเห็นข่าวเเบบนี้ค่อนข้างบ่อยขึ้น ซึ่งเเพทย์ทั้งหลายที่เรียนในหลักสูตรดังกล่าวก็มีความเห็นเรียกร้องขอให้โรงพยาบาลเป็นที่ที่ปลอดภัย ไม่ใช่แต่เพียงแพทย์สำหรับประชาชนด้วย

ซึ่งตนในฐานะที่เป็นอัยการและเรียนหลักสูตรดังกล่าวก็ได้ขึ้นกล่าวว่าในเรื่องกฎหมายขอให้มั่นใจว่าเราจะดำเนินการอย่างเต็มที่และรวดเร็วที่สุด อย่างคดีที่โรงพยาบาลอ่างทองที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างจะเห็นว่าคดีนี้ เหตุเกิดช่วงเดือนพฤศจิกายน อัยการฟ้องไป ศาลก็มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกไม่รอลงอาญาในช่วงต้นเดือนธันวาคม ก็ถือว่ารวดเร็ว ตรงนี้เราอาจจะดูในเรื่องของความร่วมมือและในเรื่องของการเร่งรัดผลคดีให้ ก็อยากจะฝากเตือน กลุ่มวัยรุ่นว่าในช่วงเทศกาลซึ่งก็มีการเฉลิมฉลองหรือสนุกกันได้แต่ควรอย่าเลยเถิดจนมีเรื่องทำร้ายร่างกายกันและขอให้เคารพสถานที่โดยเฉพาะโรงพยาบาล ต้องลองคิดดูให้ดีว่าเครื่องมือแพทย์บางชิ้นนั้น ที่อยู่ในห้องฉุกเฉินมีมูลค่า 40-50 ล้านบาทก็มี แล้วถ้าไปก่อเหตุทำให้เครื่องมือเสียหายตามหน้าที่แล้วอัยการก็จะต้องเรียกค่าเสียหายผู้กระทำ เพื่อให้ชดใช้คราวนี้เรื่องก็จะลามไปเป็นภาระแก่ผู้ปกครองของเด็กวัยรุ่น ทรัพย์สินที่มีไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่นาที่อยู่อาศัย ก็อาจจะถูกยึดมาใช้หนี้ตนจึงอยากฝากด้วยความห่วงใย ว่าไม่มีเรื่อง ไม่ตีกัน ดีที่สุด ซึ่งคดีนี้ถือเป็นคดีตัวอย่างต้องขอขอบคุณสื่อมวลชนที่มีการเผยแพร่ข่าวที่เป็นบทเรียนแก่สังคมเพื่อที่ผู้ที่จะก่อเหตุก็จะได้รู้และเปลี่ยนใจไม่กระทำความผิด เพราะคุณก็จะได้รู้ผลคดีไม่ใช่รู้แต่ ว่ามีเรื่อง ว่ามีเหตุแล้วเงียบหาย วัยรุ่นและผู้ปกครองก็จะได้ตระหนักรู้ระมัดระวังป้องกันไม่ให้เกิดเหตุขึ้นทุกคนจะได้มีสติ

“หมอหรือพยาบาลนั้นเวลาที่จะต้องมีการกู้ชีพคนไข้ในห้องฉุกเฉินเขาจะไม่ระวังตัว เพราะว่าจะต้องจดจ่ออยู่กับการกู้ชีพชีวิตคน ถ้ามีคนบุกเข้าไปและพยายามจะทำร้ายคนไข้ แล้วหมอหันหลังอยู่ก็ลองคิดดูว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นได้ “ รองโฆษก อสส.กล่าว

Advertisement