บทสัมภาษณ์ จักรชัย โฉมทองดี
โดย ชลธร วงศ์รัศมี
ทำไมข้าวชั้นเลิศปลอดสารพิษจากนาที่รักษาสิ่งแวดล้อม มะม่วงพันธุ์ดั้งเดิมของไทยรสหอมหวานไม่ผ่านการดัดแปรพันธุกรรมจึงถูกส่งออกไปนอกประเทศแต่คนไทยไม่ได้กินสิ่งเหล่านั้น
ทำไมออสเตรเลียจึงไม่ยอมตัดไม้ทำลายป่าเพื่อให้บรรษัทข้ามชาติปลูกข้าวโพดทำอาหารสัตว์ แต่คนไทยเปิดทางและปล่อยให้ภูเขาทั้งลูกล้านเลี่ยนได้
ทำไมห้างสรรพสินค้าในอังกฤษจึงกดดันเรือประมงซึ่งใช้แรงงานทาสให้ปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตได้ เพียงเพราะจุดเริ่มต้นจากคุณป้านักช็อปคนหนึ่งประกาศว่าจะไม่ซื้อกุ้งที่ได้มาจากต้นทางที่เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ (ซึ่งต้นทางนั้นก็คือเรือประมงไทยนี่เอง) แต่คนไทยยังซื้อสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานเหล่านั้นอยู่ทุกวัน
เมื่อเราต่างเป็นคนเหมือนกัน แต่คนในประเทศหนึ่งกลับชาชินต่อคุณภาพของอาหารการกิน สินค้า บริการ วิถีการใช้ชีวิต การรีดเค้นแรงกายผู้อื่น และการรุกรานธรรมชาติในระดับที่คนอีกหลายประเทศเห็นว่าอันตรายและยอมรับไม่ได้ จึงน่าตั้งคำถามชวนปลดล็อกว่าจะมีสิ่งใดทำให้เรา “เท่ากัน” ในมุมมองของ จักรชัย โฉมทองดี จากองค์การอ็อกแฟม แฟร์เทรดหรือระบบการค้าที่เป็นธรรมคือหนึ่งในกุญแจสำคัญนั้น
“แฟร์เทรดไม่ใช่เรื่องโลกสวย ไม่ใช่เรื่องพิเศษแต่เป็นเรื่องธรรมดา เราอาจมองว่าสินค้าที่เราเห็นปัจจุบันเป็นสินค้าปกติ สินค้าแฟร์เทรดเป็นสินค้าสำหรับคนมีตังค์ ขออนุญาตบอกว่าไม่ใช่ครับ สินค้าแฟร์เทรดต่างหากคือสินค้าปกติ สินค้าทั่วไปที่ไม่แฟร์หรือเอาเปรียบสังคม สิ่งแวดล้อมคือสินค้าไม่ปกติและไม่ควรเกิดขึ้น”
ในมุมมองของจักรชัยการเลือกสินค้าแฟร์เทรดเป็นเหมือนการกาบัตรเลือกตั้ง “ลงคะแนนเสียงในทุกวัน” ว่าอยากให้โลกนี้มีวิถีการผลิตที่ยั่งยืนและเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์มากน้อยแค่ไหน
“หลักการของแฟร์เทรดคือการผลิตและการค้าที่ Fair to Producer เป็นธรรมต่อผู้ผลิต Fair to Consumer เป็นธรรมต่อผู้บริโภค Fair to our world เป็นธรรมต่อสิ่งแวดล้อมและโลกเรา โรงงานผลิตเสื้อผ้าที่ผลิตแบบแฟร์เทรดจะต้องรับผิดชอบเรื่องมลพิษไม่ให้ทำร้ายสิ่งแวดล้อมได้เพราะมีมาตรฐานกำกับอยู่ คนงานรับค่าจ้างที่สมควรแก่การยังชีพ มีสวัสดิการที่ดี เมื่อผู้บริโภคซื้อเสื้อผ้าตัวนั้น ความแฟร์ก็จะกลับไปถึงคนงาน ไม่ใช่ไปขูดรีดแรงงานเด็ก สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่หรือเล็ก ไม่ว่ากับภาคธุรกิจไหน ซึ่งถึงที่สุดแล้วนี่ควรจะเป็นหลักการปกติในสังคม”
คำว่า “แฟร์เทรด” เริ่มปรากฏในสังคมไทยราวปี 2544 ผู้ผลิตบางกลุ่มปฏิบัติตามระบบแฟร์เทรดเมื่อส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ แต่ยังไม่เคยมีการขับเคลื่อน “แฟร์เทรดไทย” มาก่อน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคนไทยที่ต้องการสินค้าที่มีความแฟร์มักจะเสาะหาสินค้าเหล่านี้จากผู้ผลิตโดยตรง โดยยอมสละทั้งความใส่ใจ เงิน และเวลามากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องดีทว่าสิ่งดีๆ ที่ทำไว้นี้ ในมุมมองของภาคธุรกิจถูกให้น้ำหนักว่าเป็น “เทร็นด์” เพราะขาดสถิติชี้วัดที่จะสะเทือนนโยบายการผลิตได้อย่างขุดรากถอนโคน แต่ระบบแฟร์เทรดจะให้ในสิ่งที่ต่างออกไป
“เครื่องมือหนึ่งที่ใช้แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำคือพลังของผู้บริโภค คือคุณจะเลือกซื้อสินค้าที่มาจากวิถีทางขูดรีด เอาเปรียบเกษตรกร กดขี่ค่าจ้างแรงงาน หรือเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตโดยเกษตรกรที่มีคุณภาพชีวิตดี สังคมอยู่ได้ สิ่งแวดล้อมอยู่ดีและคุณก็ได้สินค้ามีคุณภาพ ประเด็นอยู่ตรงทางเลือกที่ว่านี้ยังไม่มีในสังคมไทยอย่างเป็นระบบ ในเมื่อไม่รู้และไม่มีตัวเลือก พลังของผู้บริโภคจึงไม่สามารถแสดงตัวว่าจะช่วยแก้ปัญหาสังคมผ่านการเป็นผู้บริโภคได้ แต่หากมีสินค้าแฟร์เทรดให้เลือกซื้อในประเทศไทย ทันทีที่คุณเลือก คุณจะส่งสัญญาณไปที่ระบบเศรษฐกิจทันทีว่าสินค้าแบบไหนที่ตลาดต้องการระหว่างสินค้าที่ผลิตอย่างยั่งยืนหรือสินค้าที่ไม่รู้ว่าผลิตมาอย่างไร ถ้าคนจำนวนมากพอเลือกซื้อสินค้าที่มีสัญลักษณ์มาตรฐานแฟร์เทรด สัญญาณทางการตลาดจะเปลี่ยน เราจะเห็นซุปเปอร์มาเก็ตมีสินค้าแฟร์เทรดเกิดขึ้น เราจะเห็นร้านขายสินค้าแบบนี้มากขึ้น นั่นคือกลไกตลาดมันจะทำงานตอบสนองเมื่อผู้บริโภคส่งสัญญาณ ซึ่งเราเห็นแล้วในต่างประเทศ”
แล้วผู้ประกอบการจะได้อะไรจากแฟร์เทรด? จักรชัยตอบว่า “ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยสำคัญมากครับ ในระบบเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนเช่นนี้เราจะหวังให้ผู้ผลิตส่งตรงสินค้าที่มีความแฟร์ถึงผู้บริโภคอย่างเดียวคงไม่ได้ ผู้ประกอบการจะได้โอกาสทางการตลาดใหม่ ได้ภาพลักษณ์องค์กรที่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ภาพลักษณ์จากการทำประชาสัมพันธ์หรือทำ CSR แต่เป็นภาพลักษณ์ที่เกิดจากการปรับแกนสำคัญของการทำธุรกิจเอง ไม่ใช่ว่าไปเอาเปรียบแรงงานแล้วชวนคนไปทำบุญสร้างวัด ไม่ใช่การปรับเช่นนั้นอีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนในสายพานการผลิต ถึงจะเป็นแฟร์เทรด”
มีอีกหลากหลายคำถามที่ทั้งผู้ผลิต เช่น เกษตรกร แรงงาน ชาวประมง ผู้ประกอบการทั้งเจ้าของธุรกิจอุตสาหกรรมใหญ่เล็ก และที่สำคัญที่สุดคือผู้บริโภคน่าจะมีต่อระบบแฟร์เทรดว่าจะเปลี่ยนโฉมหน้าของความเป็นธรรมและนำคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาสู่คนไทยได้อย่างไร มาร่วมแลกเปลี่ยนกันได้ในงาน “อย่ามาแคร์ ถ้าเธอไม่แฟร์ – ประเทศไทย ทำไมต้องแฟร์เทรด” วันที่ 30 มกราคม 2559 นี้ที่ Root Garden ทองหล่อ ซ.3 13.00-20.00 น. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: Root GArden Thonglor

“นอกจากจะมีตลาด มีกิจกรรม show case มีเสวนาของผู้ประสบความสำเร็จ ที่สำคัญในวันนั้นเราจะร่างมาตรฐานแฟร์เทรดของไทยร่วมกัน ว่าแบบไหนจะเหมาะกับไทย เราจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในวันนั้น มีเรื่องอะไรอีกมากที่เรายังไม่รู้ อะไรที่อยู่ในระบบการผลิตและเบื้องหลังสินค้าที่เราใช้ เราจะรู้ว่าการช่วยเหลือหรือเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ได้ยากอย่างที่เราคิด เชื่อว่าเราจะเกิดแรงบันดาลใจถ้าเรามาเจอกัน ถ้าผู้ผลิตรู้ว่าผู้บริโภคอยากซื้อเขาจะมีกำลังใจทำ ถ้าผู้ประกอบการรู้ว่ามีตลาดมีผู้ผลิตเขาจะมีกำลังใจทำ เราน่าจะได้เห็นพลังก้าวแรกของแฟร์เทรดในวันนั้น”
อาจเป็นเพราะความเคยชินกับความไม่แฟร์ตั้งแต่ความไม่แฟร์ของอาหารที่ตักเข้าปากหรือเสื้อผ้าที่แนบชิดเนื้อตัวทำให้เราคนไทยชินกับความไม่แฟร์ในเรื่องอื่นๆ ได้ง่ายดาย และมองเท่าไหร่ก็ไม่เห็นคุณค่าในตัวเองว่าเราและเพื่อนมนุษย์สมควรได้รับสิ่งดีกว่านี้สักที การเริ่มเปลี่ยนความไม่แฟร์เป็นแฟร์ครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความแฟร์ในเรื่องอื่นๆ ในสังคมไทยก็เป็นได้

