สกู๊ปหน้า1 : ‘คิด เดอะริปเปอร์’ในมุมอาชญาวิทยา

20.12.19 | 12:21 น.

คดีฆาตกรรมต่อเนื่อง 5 ศพ เมื่อปี 2548 กลับมาเป็นข่าวหน้า 1 อีกครั้ง เมื่อนายสมคิด พุ่มพวง หรือ “คิด เดอะริปเปอร์” เมืองไทย ที่พ้นโทษออกมาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม หลังติดคุกไปนานกว่า 14 ปี ได้กลับมาก่อเหตุฆาตกรรมเหยื่อรายที่ 6 เป็นหญิงวัย 51 ปี ศพอยู่ในสภาพเปลือยท่อนล่าง ที่คอถูกพันด้วยเทปใส ข้อเท้าถูกมัดด้วยสายชาร์จโทรศัพท์ ภายในบ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่ 19 ต.หนองโก อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ท้องที่ สภ.กระนวน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา

นายสมคิดถูกจับกุมได้อีกครั้งที่สถานีรถไฟปากช่อง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม

พฤติกรรมการลงมือกับเหยื่อที่มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับ 5 ศพที่ผ่านมาเมื่อปี 2548

รศ.พ.ต.ท.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีและประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม คณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ปมนายสมคิดกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่องไว้ว่า ในมุมของอาชญาวิทยาเป็นผลมาจากเรื่องบุคลิกภาพ เป็นตัวทำให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าวและการลงโทษ

ประเด็นแรก เรื่องบุคลิกภาพของนายสมคิดที่ดูเป็นคนเฉยๆ ไม่น่าจะโหดร้ายทารุณ แต่ปรากฏว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่อง เมื่อย้อนไปดูปูมหลังประวัติของนายสมคิด พบว่ามาจากครอบครัวที่มีปัญหา ครอบครัวแตกแยกขาดความอบอุ่น เมื่อตรวจสอบลึกลงไปอีกพบว่ามีปัญหาเรื่องการเรียน ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีประวัติลักเล็กขโมยน้อย สิ่งเหล่านี้เรียกว่า “ขาดการขัดเกลาทางสังคม”

Advertisement

ในทางอาชญาวิทยามองว่า มนุษย์เกิดมาจะรู้สึกผิดชอบชั่วดี ต้องผ่านการอบรมเลี้ยงดูจากครอบครัว ผ่านระบบการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลจากพ่อแม่ สถาบันการศึกษา สังคม จะทำให้คนเหล่านั้นเติบโตขึ้นมามีการคิดตัดสินใจอย่างเป็นเหตุเป็นผล เคารพในสิทธิของผู้อื่น เมื่อเปรียบเทียบกับนายสมคิดจะพบว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย เมื่อขาดการขัดเกลาทางสังคมจึงส่งผลต่อวิธีการคิด การไตร่ตรอง การใช้วิจารณญาณ มีสื่อบางสำนักนำเสนอข่าวว่านายสมคิดเคยถูกกระทำความรุนแรงในวัยเด็ก สิ่งนี้มีข้อมูลทางวิชาการรองรับว่า เด็กและเยาวชนที่เติบโตมาจากครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง จะส่งผลต่อเด็กที่จะใช้ความรุนแรงต่อคนอื่นเมื่อเติบโตขึ้น

ประเด็นที่ 2 ระบบการลงโทษ มีวัตถุประสงค์อยู่ 3 ประการคือ 1.เพื่อการแก้แค้นทดแทน หมายความว่าเมื่อฆ่าใครตายก็ควรตายตกไปตามกัน เอาไปยิงเป้า แขวนคอ ฉีดยาพิษ ซึ่งเป็นแนวคิดตามหลักอาชญาวิทยาดั้งเดิม 2.เพื่อเป็นการข่มขู่ยับยั้งผู้ที่คิดจะกระทำความผิดรายต่อไป 3.เพื่อการแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งในประเทศไทยและประเทศที่พัฒนาแล้วจะเน้นแบบที่ 3 มากกว่าการแก้แค้นแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน

เมื่อดูในส่วนกรมราชทัณฑ์ มีนักโทษ 370,000 คน การแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรมเป็นรายคนทำได้ยากมาก ผู้กระทำผิดบางคนมีพฤติกรรมข่มขืนศพ ข่มขืนคนชรา การลักทรัพย์ ฆ่าคนตาย จำหน่ายยาเสพติด มารวมอยู่ด้วยกันหมด ขาดการคัดแยกพฤติกรรม เพราะฉะนั้นโปรแกรมการแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรมเป็นรายบุคคล จึงต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก

รศ.พ.ต.ท.กฤษณพงค์อธิบายเพิ่มเติมว่า พฤติกรรมของนายสมคิดเป็นปัญหาบุคลิกภาพที่ต่อต้านสังคม แสดงความก้าวร้าว ใช้ความรุนแรง การไม่แคร์ความรู้สึกของคนอื่น เอาแต่สิ่งที่ตัวเองปรารถนาเท่านั้น แต่จะสรุปว่าเป็นโรคจิตหรือไม่นั้น จิตแพทย์ที่ทำการตรวจนายสมคิดเมื่อตอนถูกจับกุมครั้งแรกก็ไม่พบว่าเป็นโรคจิต และเมื่อดูจากพฤติการณ์ก่อเหตุครั้งล่าสุด มีการวางแผนหลบหนี มีแนวโน้มเชื่อว่าน่าจะมีปัญหาด้านบุคลิกภาพมากกว่าความผิดปกติทางจิต

อยากให้ข้อสังเกตว่า กรณีนายสมคิดการลงโทษประหารชีวิตยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับการหยุดยั้งอาชญากร เพราะเคยถูกลงโทษแบบนี้ไปแล้ว แต่ยังออกมาก่อเหตุอีก การติดตามจับกุมตัวนายสมคิดหลังก่อเหตุ จากเหยื่อรายแรกจนไปถึงรายที่ 5 ที่ค่อนข้างล่าช้า เป็นเพราะสถานภาพทางสังคมของเหยื่อไม่ใช่บุคคลมีชื่อเสียงหรือไม่ พอไม่รีบจับกุมตัวจึงไปก่อเหตุรายอื่นๆ

ตามหลักวิชาการระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพจะมีความสำคัญมากกว่าบทลงโทษแต่เพียงอย่างเดียว เช่น ถ้าคนกระทำผิดสามารถจับได้รวดเร็วทันที คนจะเกิดการเกรงกลัวในการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ

ตรงนี้น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด