รู้ยัง! พฤติกรรม’ฟับบิ้ง’ไม่สนใจคนรอบข้าง หญิงเป็นมากกว่าชาย

21.06.16 | 17:36 น.

นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยร่วมกับ ดร.คาเร็น ดักกลาส ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาสังคม มหาวิทยาลัยเคนท์ ประเทศอังกฤษ เรื่อง “ปัจจัยที่ทำให้เกิดพฤติกรรมฟับบิ้ง (Phubbing) และผลของพฤติกรรมฟับบิ้งต่อบรรทัดฐานทางสังคมในปัจจุบัน” ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Computers in Human Behavior โดยพฤติกรรมฟับบิ้ง หมายถึง พฤติกรรมของมนุษย์ที่ให้ความสนใจโทรศัพท์มือถือมากกว่าคู่สนทนาและคนรอบข้าง ดังที่จะเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทย ที่ไปที่ไหนก็จะเห็นคนนั่งกันเป็นกลุ่ม แต่ทุกคนกลับก้มหน้ากดสมาร์ทโฟน เล่นโซเชียลมีเดีย โดยที่ไม่สนใจจะคุยกับคนรอบข้าง เป็นการเผลอดูถูกคู่สนทนาทางอ้อมโดยที่อาจไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ไร้มารยาท ส่วนในประเทศไทยจะคุ้นหูกันดีกับคำว่า “สังคมก้มหน้า”

นพ.วรตม์กล่าวว่า จากการศึกษาพฤติกรรมฟับบิ้งในคนอังกฤษทั่วไปจำนวน 251 ราย อายุระหว่าง 18-66 ปี พบว่า ผู้หญิงมากกว่าร้อยละ 50 จะ “ฟับ” ใส่คนรอบข้างมากกว่า 2 ครั้ง/วัน ผู้ชายไม่ถึงร้อยละ 30 จะฟับใส่คนรอบข้างมากกว่า 2 ครั้ง/วัน ในทางกลับกันผู้หญิงเกือบร้อยละ 70 จะถูกฟับจากคนรอบข้างมากกว่า 2 ครั้ง/วัน และมีผู้ชายน้อยกว่าร้อยละ 40 เท่านั้นที่ถูกฟับจากคนรอบข้างในปริมาณเดียวกันนี้ ผลการวิจัยหลักชี้ว่า ปัจจัยต้นตอหลักๆ ของพฤติกรรมฟับบิ้งมาจาก 3 สาเหตุ คือ 1.ภาวะติดอินเตอร์เน็ต 2.ความกลัวการตกกระแสและข้อมูลข่าวสาร และ 3.การขาดการควบคุมตนเอง ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะ “ติดสมาร์ทโฟน” อย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลต่อให้เกิดพฤติกรรมฟับบิ้งอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือ จากการศึกษายังพบว่า หลังจากที่เรา “ฟับ” ใส่เพื่อนของเราบ่อยๆ แล้ว ก็จะถูกเพื่อน “ฟับ” กลับมามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ซึ่งจะวนเวียนเป็นวงจรแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

“การฟับคนรอบข้าง และการถูกคนรอบข้างฟับ ทั้ง 2 ปัจจัยนี้รวมกันจะส่งผลให้ตัวเรามองบรรทัดฐานทางสังคมเกี่ยวกับมารยาทการใช้โทรศัพท์มือถือเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต และอาจเปลี่ยนแปลงตลอดไปจนสังคมก้มหน้ากลายเป็นเรื่องปกติทั้งหมด ซึ่งหากมองย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน จะเห็นได้ว่าสังคมของเราไม่เคยมีรูปแบบการสนทนาลักษณะนี้เลย จนมาถึงปัจจุบันที่เรียกได้ว่า เริ่มเข้าสู่สังคมก้มหน้า หากเรายังไม่ตระหนักและไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมฟับบิ้งของตัวเราเองและคนรอบข้าง ในท้ายที่สุดทุกคนในสังคมจะเริ่มชินชา และมองว่าเป็นบรรทัดฐานปกติของสังคม และเราทุกคนจะก้าวเข้าสู่สังคมก้มหน้าสมบูรณ์แบบในอนาคตอันใกล้นี้” นพ.วรตม์กล่าว