แพทย์แผนไทยฯชี้หญิงเสียชีวิตตรัง มีหลายปัจจัย ไม่ใช่ “หมามุ่ย” ด้านผู้บริโภคจี้ผู้ผลิตรับผิดชอบ

21.06.16 | 22:24 น.

นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณีข่าวการเสียชีวิตของสาววัย 21 ปี ที่ญาติระบุว่ามีอาการแพ้อย่างรุนแรงหลังรับประทานอาหารเสริมจากหมามุ่ยอินเดีย ว่า คงไม่สามารถสรุปได้ว่าอาการแพ้ดังกล่าวเกิดจากสาเหตุใด เพราะอาจเกิดได้หลายอย่าง อาจเกิดจากยา และยาที่พบว่าเกิดการแพ้บ่อยมากคือ กลุ่มยาปฏิชีวนะ กลุ่มยาแก้ปวด กลุ่มยาลดกรด ยากลุ่มต้านมะเร็ง และยากลุ่มรักษาโรคเอดส์ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากการติดเชื้อ ทั้งไวรัสและแบคทิเรีย หรืออาหารทะเล และพืชผักต่างๆ ล้วนมีโอกาสที่ก่อให้เกิดการแพ้ได้ทั้งสิ้น กลไกจริงๆของการแพ้ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ที่สำคัญคือ หากเกิดอาการแพ้ใดๆ ให้หยุดสิ่งนั้นทันที อย่าคิดว่าอาจแพ้เฉพาะช่วงแรกๆตามที่ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์บอก เพราะการแพ้เริ่มต้นเพียงเล็กน้อย ก็จะเป็นการสะสมไปเรื่อยๆ จะทำให้อาการแพ้ จากแพ้ธรรมดาเป็นรุนแรงได้ อาจแพ้ตามผิวหนังและอวัยวะต่างๆตามที่เห็น จึงอยากเตือนผู้บริโภคต้องระวังตัวเอง ควรสังเกตว่าร่างกายเราแพ้อะไร และควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้นั้น

นพ.สุริยะ กล่าวอีกว่า กรณีนี้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง กำลังเร่งตรวจสอบหาสาเหตุการเสียชีวิต ส่วนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทีมงาน อย.กำลังดำเนินการ สำหรับภารกิจของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ที่เกี่ยวข้องคือประเด็นด้านวิชาการของสมุนไพรหมามุ่ย ตามตำราหมอยาแผนโบราณ มีการนำหมามุ่ยมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่ ราก ใบ ฝัก เมล็ด เช่น รากแก้คัน ใบถอนพิษ ล้างพิษ เมล็ดใช้กินโดยผ่านการคั่ว นึ่ง แล้วนำไปบดเป็นผงกิน เพื่อบำรุงกำลัง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ จากการวิจัยหมามุ่ยสายพันธุ์อินเดียและจีน ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า นอกจากหมามุ่ยจะมีกรดอะมิโน และแร่ธาตุต่างๆแล้ว ยังมีสารออกฤทธิ์แอลโดปาในปริมาณสูง ซึ่งในปัจจุบันสารแอลโดปานำไปสกัดเป็นยาเม็ดรักษาโรคพาร์กินสัน หรือคนไทยเรียกว่า สั่นสันนิบาตร หรือสันนิบาตรลูกนก และมีรายงานวิจัยในอินเดียและจีนใช้หมามุ่ยรักษาโรคนี้

ด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธกิารมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งคนที่ต้องรับผิดมี 4 กลุ่มคือ 1.ผู้ผลิตหรือผู้ว่าจ้างให้ผลิต 2.ผู้นำเข้า 3.ผู้ขาย และ4.ผู้ใช้ชื่อเครื่องหมายการค้า คือหมายถึงผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ไม่ปลอดภัยต้องร่วมรับผิดชอบทั้งหมด โดยผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องเอาผิดตามกฎหมายฉบับนี้ได้ เพื่อเรียกร้องความเสียหายทั้งจากการสูญเสียชีวิตและจิตใจของครอบครัว ซึ่งการฟ้องคดีจะทำให้ผู้ประกอบการรู้ว่าหากผลิตสินค้าที่เป็นอันตรายแล้วจะถูกฟ้องได้ จะได้ระมัดระวังมากขึ้น และทำให้ครอบครัวนี้ได้รับการเยียวยาความเสียหาย เนื่องจากใช้สินค้าที่ไม่ปลอดภัย

รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนการปฏิรูประบบคุ้มครองผู้บริโภค สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าว ผู้ขายต้องรับผิดชอบ เนื่องจากมีคนเสียชีวิตจากการใช้ผลิตภัณฑ์นั้น และหากประเทศไทยมีกฎหมายที่แจ้งเตือนภัยก็จะช่วยป้องกันอันตรายให้กับคนหมู่มากได้ทัน อย่าง พ.ร.บ.แจ้งเตือนภัยและการจัดการสินค้าที่ไม่ปลอดภัย เพราะกฎหมายฉบับนี้จะปฏิรูประบบคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องสิทธิด้านความปลอดภัย ก็จะมีการเตือนได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน