ครอบครัว “ปรมีศณาภรณ์” เปิดใจครั้งแรก หลัง “ทนายบัญชา”ถูกนายพลยิงตายที่ศาลจันทบุรี ยันพ่อไม่เคยเป็นทนายโกงที่ดินมรดก ถูกว่าจ้าง 2 หมื่นทำคดี ขณะที่ทีมทนายเชื่อ มูลเหตุยิงมาจากถูกฟ้องคดีเบิกความเท็จ ชี้คดีพิพาทที่ดิน 3,800 ไร่ ฎีกาชี้ขาดจบไปตั้งแต่ปี 59 ให้ตามลุ้นคดีที่เขมจิรา เบิกความเท็จ 9 ม.ค.นี้ ฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือไม่ขอพิจารณาอีกครั้ง เเต่ขอชี้เเจงทวงคืนศักดิ์ศรี ส่วนทีมทนายยัน ไม่ได้พาเสมียนทนายยิงสวน หลบหนี ลั่นพร้อมช่วยเหลือทางคดี

จากกรณี พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ อดีตรองจเรตำรวจแห่งชาติ อายุ 67 ปี ก่อเหตุยิงคู่กรณี ระหว่างเข้ารับฟังการพิจารณาคดี ภายในศาลจังหวัดจันทบุรี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย คือ นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ โจทก์ นายวิจัย สุขรมย์ ทนายโจทก์ เเละ พล.ต.ต.ธารินทร์ ผู้ก่อเหตุ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลยิงได้รับบาดเจ็บ เเละเสียชีวิตในเวลาต่อมา เเละมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย คือ นายวิชัย อุดมธนภัทร ทนายโจทก์ เเละ นางสุภาพร ปรมีศณาภรณ์ ภรรยานายบัญชา ส่วนสาเหตุสืบเนื่องจากผู้ก่อเหตุและคู่กรณีมีการฟ้องร้องทางแพ่งเกี่ยวกับที่ดินกันมานานกว่า 8 ปี โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 24 ธันวาคม ที่ห้องเทมเทชั่น-ซีเอ็มทู โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยามสแควร์ ครอบครัวปรมีศณาภรณ์ โดยนางสุภาพร ปรมีศณาภรณ์ ภรรยานายบัญชา นายปียกร ปรมีศณาภรณ์ และน.ส.โชติรส ปรมีศณาภรณ์ และน.ส.วิลาวรรณ์ คงบุตร ทนายความนายบุญช่วย เจริญสถาพร แถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมนำเอกสารแถลงความยาว 23 แผ่นประกอบด้วยเอกสารสรุปคดีที่สองฝ่ายยื่นฟ้องต่อกัน, เอกสารคำเบิกความพยานโจทก์ ทั้งคดีส่วนแพ่งและอาญา ในศาลจังหวัดจันทบุรี,บันทึกการประชุมสามัญคณะกรรมการมูลนิธิอภิธรรมมาหธาตุวิทยาลัย ครั้งที่ 2/2460 พร้อมแผนผังภาพแสดงเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2515 จนกระทั่งถึงวันเกิดเหตุ และประวัติส่วนตัวนายบัญชา
ซึ่งเอกสารที่มีการนำเสนอดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับการฟ้องคดีของนายบุญช่วย เจริญสถาพร กับนางเขมจิรา บัณฑูรนิพิท ข้อพิพาทที่ดิน 3,800 ไร่ ซึ่งเป็นมรดกของนายสมพล โกศลานันท์ ซึ่งเสียชีวิต ปี 2538 ซึ่งเป็นกรณีที่ทั้งสองฝ่ายยื่นฟ้องคดีต่อกัน โดยฝ่ายนายบุญช่วย แต่งตั้งให้นายบัญชา ซึ่งถูกยิงเสียชีวิต เป็นทนายความ นอกจากนี้เอกสารยังระบุว่าในคดีพิพาททั้งสองฝ่ายเริ่มตั้งแต่ปี 2554 ที่ฝ่ายของน.ส.เขมจิรา ได้ยื่นฟ้องนายบุญช่วย กับพวกอีก 3 คน ให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครองที่ดิน 3,800 ไร่ และขอให้พิพากษาว่าที่ดินทั้งหมดเป็นของนายสมพล ซึ่งสุดท้ายศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา พิพากษายกฟ้อง ว่าที่ดินไม่ใช่มรดกของนายสมพล แต่เป็นของนายบุญช่วย ตั้งแต่ปี 2515
ต่อมาปี 2555 น.ส.เขมจิรา ยื่นฟ้องคดีอาญากับนายบุญช่วย และทนายความ 2 คน คือนายบัญชา และนายเจต, กับพวกอีก 3 คน ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ,เอกสาร,เจ้าพนักงาน ซึ่งคดีนี้ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนยกฟ้อง โดยคดีผลเป็นที่สุด เนื่องจากศาลฎีกาไม่รับรองให้ฎีกา
จากนั้นปี 2559 นางเขมจิรา ได้ยื่นฟ้องคดีอาญากับนายบุญช่วย นายบัญชา และพวก ในข้อหาทำให้เสียทรัพย์อีก และยื่นฟ้องนายบุญช่วยกับพยานในคดีแพ่งที่พิพาทเกี่ยวกับที่ดินรวม 8 คน ในข้อหาแจ้งความเท็จและเบิกความเท็จ ซึ่งทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนยกฟ้อง ซึ่งผลคดีถึงที่สุด เพราะคดีต้องห้ามฎีกา
กระทั่งปี 2561 นายบุญช่วย และนายบัญชากับนายเจต ทนายความ ได้ฟ้องกลับคดีอาญาน.ส.เขมจิรา รวม 3 สำนวน ซึ่งได้ยื่นฟ้อง น.ส.เขมจิราทั้งที่ร่วมกับพล.ต.ต.ธารินทร์ อดีตสามีของ น.ส.เขมจิรา และร่วมกับพวก ในข้อหาร่วมกันฟ้องคดีอาญา อันเป็นเท็จ ในสำนวนปี 2555 เกี่ยวกับทรัพย์ และสำนวนคดีในปี 2559 เกี่ยวกับข้อหาทำให้เสียทรัพย์และแจ้งความเท็จ โดยข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในปี 2561 นายบุญช่วย ได้แต่งตั้ง น.ส.วิลาวรรณ คงบุตร ทนายความและนายวิจัย สุขรมย์ ทนายความที่ถูกยิงเสียชีวิต ส่วนนายบัญชาแต่งตัวเองเป็นทนายความ
โดยคดีที่ฝ่ายนายบุญช่วย เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.เขมจิรา นั้น ศาลได้สั่งประทับรับฟ้องไว้ทั้ง 3 สำนวน ซึ่งคดีอยู่ระหว่างสืบพยานจำเลย 2 คดี คือคดีที่ นายบุญช่วย นายบัญชา และนายเจต เป็นโจทก์ฟ้องนางภาพร อุดมโพธิพร น.ส.เขมจิรา พล.ต.ต.ธารินทร์ กับพวก ที่ร่วมกันฟ้องคดีอาญาเท็จในสำนวนปี 2555 , คดีที่นายบุญช่วยและนายบัญชา ฟ้องน.ส.เขมจิรา และนายอธิวัฒน์ ที่ฟ้องคดีอาญาเท็จในสำนวนปี 2559และคดีที่นายบุญช่วย ฟ้อง น.ส.เขมจิรา และนายอธิวัฒน์ ร่วมกันฟ้องอาญาเท็จสำนวนปี 2559 นั้น ศาลนัดอ่านคำพิพากษา 9 มกราคม 2563
ดังนั้นตามที่มีการกล่าวหาว่านายบัญชา มีเจตนาแอบแฝงในการเข้ามาทำคดีเพื่อหวังประโยชน์จากที่ดิน 3,800 ไร่ ซึ่งมีนายบุญช่วย เจริญสถาพร เป็นเจ้าของ จึงไม่เป็นความจริง นายบัญชา นายวิจัย และทีมทนาย ทำคดีด้วยความสุจริต ตามมาตรฐานวิชาชีพ เป็นไปตามพยานหลักฐาน ดังปรากฎในคำพิพากษาของศาลฎีกา
ขณะที่การแถลงข่าว น.ส.วิลาวรรณ์ คงบุตร ทนายความ ที่ได้ร่วมรับผิดชอบทำคดีที่ดิน ได้สรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีตามแผนผังที่นำมาแจกสื่อมวลชน โดยระบุว่า คดีระหว่างนายบุญช่วย และน.ส.เขมจิรา มี 4 สำนวนที่ น.ส.เขมจิรา ฟ้องนายบุญช่วย ศาลได้ยกฟ้องทั้งหมด ส่วน 3 สำนวนที่นายบุญช่วย ฟ้องกลับ ศาลรอสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษา โดยในการทำคดีข้อพิพาททางแพ่งเกี่ยวกับที่ดิน นายบัญชา ยังไม่ได้เข้ามาตั้งแต่ต้น ซึ่งครั้งแรกนายบุญช่วย ได้แต่งตั้งนายวิจัย เข้ามาเป็นทนาย กระทั่งเมื่อปี 2550 ได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างนายบุญช่วยกับลูกชายของนายสมพล นายบัญชา ได้เข้ามาเป็นทนายความ ซึ่งคดีความนั้นก็ถึงที่สุดไปแล้ว ดังนั้นที่ข่าวออกไปว่านายบัญชา เข้ามามีส่วนเกี่ยวกับคดีแพ่งมรดก จึงทำให้เกิดความเสียหาย โดยเหตุที่เกิดการยิงกัน เป็นเรื่องการฟ้องร้องกันคดีฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ ไม่ใช่คดีพิพาทมรดกที่ดิน ซึ่งเป็นคดีแพ่งที่ผลถึงที่สุดไปแล้ว และที่อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นธรณีสงฆ์ของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุ ไม่เคยมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมูลนิธิฯ เข้ามาเลย และตามเอกสารคำเบิกความของ น.ส.เขมจิรา ก็พบว่าทราบดีอยู่แล้ว ว่าที่ดินแปลงนี้มีการขายและส่งมอบการครอบครองตั้งแต่ปี 2515 และรู้ว่าทายาทชั้นลูกคือนายเรวัตร นายกำพล นายเกษม ส่วนน.ส.เขมจิรา เป็นหลาน ก็รับรองอยู่แล้วว่าที่ดินมีการขายกันจริง ดังนั้นการมาพูดว่าที่ดินเป็นมรดก หรือการโกงมรดก จึงไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก
นอกจากนี้น.ส.วิลาวรรณ์ ยังได้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าได้ช่วยเหลือนายธนากร เสมียนทนาย ที่ยิงใส่พล.ต.ต.ธารินทร์ เพื่อระงับเหตุ หลังเกิดการยิงกันในห้องพิจารณา ยืนยันว่าตนไม่ได้ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการพาหนี ซึ่งขณะเกิดเหตุการยิงกัน ตนไม่ได้อยู่บริเวณห้องพิจารณาคดี เมื่อทราบเรื่องจึงได้รีบมาก็พบคนเจ็บแล้ว จึงได้พานายธนากร ขึ้นรถไปที่ รพ.เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับคนเจ็บและผู้เสียชีวิต โดยมาทราบภายหลังที่ รพ. ว่านายธนากร มาบอกว่าเขาเป็นคนยิง พล.ต.ต.ธารินทร์ และหลังจากนั้นก็มีพนักงานสอบสวนติดต่อมาที่ตนให้พานายธนาธร ไปให้ปากคำ ซึ่งตนก็รับปากว่าจะพาไปในวันรุ่งขึ้น ขอจัดการเอกสารเรื่องคนเจ็บคนเสียชีวิตก่อน ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาจับกุมตัวเขา ซึ่งคดีอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน ซึ่งทางทีมทนายก็พร้อมช่วยเหลือทางคดีเพราะเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของทีมทนายความ
ส่วนกรณีคดีของ พล.ต.ต.ธารินทร์ ผู้ที่ก่อเหตุใช้ปืนยิงทนาย 2 คนตายนั้น น.ส.วิลาวรรณ์ กล่าวว่า ในทางกฎหมายถือเป็นคดีอาญาอยู่แล้ว แต่เมื่อผู้กระทำควมมผิดเสียชีวิต สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไป ดังนั้นพนักงานสอบสวนก็จะไม่ได้มีความเห็นสั่งฟ้องส่งให้พนักงานอัยการ แต่ในส่วนคดีอาญาที่ น.ส.เขมจิรา กับพวก เบิกความเท็จก็ยังคงดำเนินต่อไป
ด้านนางสุภาพร ปรมีศณาภรณ์ ภรรยานายบัญชา ได้เปิดใจถึงการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงว่า วันเกิดเหตุตนถูกยิง 2 นัด นัดแรกโดนที่ท้อง แพทย์ก็ได้ตัดม้าม เย็บกระเพาะ ตัดลำไส้บางส่วน และอีกนัดโดนยิงที่ขาโดนเส้นเลือดดำที่ขา ซึ่งขณะเกิดเหตุเลือดไหลออกมาก หากแพทย์รักษาไม่ทันต้องตัดขาทิ้ง แต่แพทย์ก็ช่วยไว้ได้ทันด้วยกันทำบายพาส ซึ่งปัจจุบันขาก็มีอาการชา หากใช้กำลังเดินมากๆ
โดยเมื่อรักษาตัวที่จันทบุรีแล้ว ก็ย้ายมาที่ รพ.ตำรวจ ระหว่างรักษาตัวและครอบครัวก็ยังต้องดูแลเรื่องการจัดงานศพของสามี ที่เพิ่งมีพิธีลอยอังคารไปเมื่อวานนี้(23ธันวาคม) เมื่อเสร็จสิ้นพิธีทั้งหมดแล้วครอบครัวจึงได้มาจัดแถลงข่าววันนี้ เพื่อให้สังคมได้รับทราบในบางส่วนที่มีความบิดเบือน
นอกจากนี้นางสุภาภรณ์ ยังได้เล่าเหตุการณ์สั้นๆ วันเกิดเหตุในห้องพิจารณาคดีมีทีมทนาย สามี และตนรวม 5 คน ที่เดินทางไปเป็นเพื่อน ซึ่งตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี
“ขอยืนยันว่าคุณบัญชาไม่เคยทำเรื่องโกงที่ดิน ที่ดินพิพาทได้สู้กันอย่างถูกต้องมาตลอด ตามเอกสารที่ได้ชี้แจงไป และคุณบัญชาไม่เคยได้ผลประโยชน์จากที่ดินนี้เลย ได้รับเพียงค่าจ้าง 20,000 เมื่อปี 2550 จึงอยากให้เข้าใจคุณบัญชา ที่ผ่านมามีพูดออกมาฝ่ายเดียวว่าคุณบัญชาโกงบ้าง วางแผนบ้าง เรื่องจริงไม่ใช่อย่างนั้น โดยตระกูลเราไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับตระกูลโกศลานันท์” นางสุภาภรณ์ กล่าว
ขณะที่นายปียกร ปรมีศณาภรณ์ บุตรชายนายบัญชา ได้แถลงยืนยันว่าบิดาและครอบครัวตนไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับทายาทเจ้าของที่ดิน 3,800 ไร่ เพียงแต่บิดาได้เข้ามาเป็นทนายความ อยากขอความเป็นธรรมให้กับครอบครัวด้วย ซึ่งขณะนี้ครอบครัวยังอยู่ในความตกใจและเสียใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ตนก็ขอขอบคุณคุณหมอ และรพ.กรุงเทพจันทบุรี รพ.พระปกเกล้า จันทบุรี และรพ.ตำรวจ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ได้ช่วยรักษาชีวิตคุณแม่ไว้ ไม่เช่นนั้นครอบครัวของเราต้องสูญเสียมากกว่านี้ ขณะที่สภาพจิตใจของครอบครัวก็ยังคงตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาเราได้อ่านข่าวก็รู้สึกย่ำแย่
ส่วนการจะฟ้องกลับ น.ส.เขมจิรา หรือทวงถามความรับผิดชอบจากทายาทของ พล.ต.ต.ธารินทร์ ในการชดใช้ค่าเสียหายต่อการสูญเสียบิดาหรือไม่นั้น ทางครอบครัวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่จุดประสงค์หลักต้องการกอบกู้ชื่อเสียงของบิดากลับมาก่อน
ซึ่งระหว่างแถลงข่าว น.ส.โชติรส ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ โดยระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวปรมีศณาภรณ์ เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ พวกเราทุกคนตกใจกันมาก อยากจะขอความเป็นธรรมจากทุกคน ให้ความเป็นธรรมกับคุณพ่อและครอบครัวของเราด้วย

