จับภาพเสือโคร่งกินกระทิงผืนป่าแม่วงก์ สะท้อนความสมบูรณ์

24.12.19 | 22:03 น.

จับภาพเสือโคร่งกินกระทิงผืนป่าแม่วงก์ สะท้อนความสมบูรณ์ 

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ดร.ทรงธรรม สุขสว่าง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวถึงกรณีกล้องดักถ่ายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติวงก์ สามารถจับภาพเสือโคร่งกำลังกินซากกระทิง ว่า การที่เสือโคร่งซึ่งเป็นสัตว์ผู้ล่ากำลังกินเหยื่อสะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ โดยกรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมกับองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย (WWF Thailand) ในการสำรวจจำนวนประชากรเสือโคร่ง และความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้เราพบเสือโคร่ง 8 ตัว และล่าสุดอีก 2 ตัว ซึ่งคาดว่าขณะนี้มีเสือโคร่งในพื้นที่ประมาณ 10 ตัว ซึ่งเสือโคร่งเหล่านี้ก็เดินทางมาจากห้วยขาแข้ง และขยายถิ่นหากินมายังบริเวณแม่วงก์

ดร.ทรงธรรม กล่าวว่า ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ถือว่าเป็นผืนป่าที่ราบลุ่มต่ำ ไม่ค่อยมีภูเขา เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับสัตว์ป่า สัตว์กีบ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หากถามว่าทำไมวันนี้เสือโคร่งมีประชากรที่เยอะขึ้นและเจริญพันธุ์ได้ดีขึ้น ก็เพราะว่าสัตว์ป่าที่เป็นเหยื่อมีมากขึ้น เพราะพื้นทีดังกล่าวก็เสมือนซาฟารีของแอฟริกาเป็นที่ราบลุ่มต่ำ เหมาะกับการอยู่อาศัยและหากินของสัตว์ป่า อีกทั้งการที่ประชากรเสือโคร่งเพิ่มขึ้นก็มาจากการลาดตระเวนเชิงคุณภาพที่สามารถปกป้องสัตว์ป่าที่เคยถูกล่า ทำให้สัตว์ป่าที่เป็นเหยื่อของเสือโคร่งมีเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางความสมดุลของระบบนิเวศที่ดีขึ้น

ผู้ทรงคุณวุฒิฯ กล่าวอีกว่า ในพื้นที่แม่วงก์และคลองลานทางกรมอุทยานฯ อยากจะผลักดันเป็นพื้นที่มรดกโลกต่อเนื่องจากทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง อีกทั้งยังเป็นแนวกันชนที่ดี ซึ่งหลักเกณฑ์ของการขึ้นมรดกโลก ตนเชื่อว่าพื้นที่แม่วงก์และคลองลานมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะผลักดันได้ แต่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสำรวจอย่างละเอียด

ด้าน ดร.รุ้งนภา พูลจำปา หัวหน้าโครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง ของ WWF ประจำอุทยานแห่งชาติแม่วงก์-คลองลาน กล่าวว่า เสือโคร่งสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่จะอยู่ได้ขึ้นอยู่กับสัตว์ป่าที่เป็นเหยื่อมีเพียงพอ ดังนั้นจึงเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า ซึ่งเสือโคร่งมักจะมีอาณาเขตหากินค่อนข้างกว้าง ดังนั้นหากเสือโคร่งอยู่ได้นั่นสะท้อนว่าในพื้นที่มีสัตว์ป่าที่เป็นเหยื่อมีจำนวนมาก และนั่นแปลว่าถิ่นที่อยู่อาศัย แหล่งน้ำแหล่งอาหารของเหยื่อก็ต้องมีรองรับด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดระบบนิเวศได้ทั้งระบบ

Advertisement

ดร.รุ้งนภา กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐต้องการสร้างเพื่อไปทำอะไร แต่ในพื้นที่อนุรักษ์ไม่สามารถที่จะมีเขื่อนได้อยู่แล้วตามกฎหมายพื้นที่อนุรักษ์ แต่ในส่วนของเขื่อนแม่วงก์ที่ได้มีการหมายพื้นที่เอาไว้ ถือเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างเปราะบาง และมีความสำคัญกับสัตว์ป่ามาก เพราะเป็นพื้นที่ราบ ใกล้แหล่งน้ำ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่หายากมากๆ เหมาะกับสัตว์ป่าโดยเฉพาะสัตว์กีบ เช่น เก้ง กวาง กระทิง

“ในพื้นที่ที่คาดว่าจะสร้างเขื่อนแม่วงก์ ในอดีตมีความเสื่อมโทรมมาก แต่หลังจากประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เจ้าหน้าที่มีการป้องกันดูแลทำให้สัตว์ป่ากลับมาอย่างชัดเจน หรือแม้กระทั่งเสือโคร่งก็ยังกลับมา ถือว่าเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งตอนนี้ทราบว่าทางรัฐบาลมีทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำ ไม่ได้มุ่งประเด็นในการสร้างเขื่อนแล้ว แต่เดิมต้องการสร้างเขื่อนแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม แต่เชื่อว่ามีทางเลือกที่ไม่ต้องสร้างเขื่อนแม่วงก์ หรือรุกพื้นที่เพื่อที่จะสร้างเขื่อน”ดร.รุ้งนภา กล่าว

ภาพประกอบ จาก เฟชบุ๊ก Thailand Tiger Project