ผู้ต้องหาคดียา เพิ่งพ้นคุกถูกจับอีกรอบ สั่งเสียพ่อฝากดูแลลูก ก่อนผูกคอดับในห้องขัง

27.12.19 | 19:46 น.

ผู้ต้องหาคดียาเสพติดผูกคอตายในห้องขัง สภ.วาปีปทุม


เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 ธันวาคม ที่สถานีตำรวจภูธรวาปีปทุม อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม เกิดเหตุผู้ต้องขังชายที่รอส่งตัวไปศาล ผูกคอตายภายในห้องขัง สภ.วาปีปทุม จากนั้นสิบเวรได้แจ้ง ร.ต.อ.เรืองปิติกร ศรีวรขันธุ์ สารวัตรสอบสวน สภ.วาปีปทุม และแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยวาปีปทุม และแพทย์เวรโรงพยาบาลวาปีปทุมมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยผู้ต้องหาที่ผูกคอตายในห้องขัง ทราบชื่อคือ นายสุนทร เหล่าสุนา อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาคดียาเสพติด ชาว ต.หนองไฮ อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม สวมกางเกงขาสั้น 3 ส่วน ลายสีแดง ไม่สวมเสื้อ ใช้เศษผ้าห่มมาต่อกันเป็นเชือก ผูกคอตายกับลูกกรงห้องขัง

ร.ต.อ.เรืองปิติกร ศรีวรขันธุ์ พนักงานสอบสวน สภ.วาปีปทุม เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตถูกคุมขังคดียาเสพติด เมื่อวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งวันนี้มีกำหนดนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดมหาสารคาม เนื่องจากครบเวลาคุมขัง 48 ชั่วโมง โดยในช่วงเช้าเวลา 07.00 น. สิบเวรได้ไปปลุกผู้ตายเพื่อที่จะไปศาล ซึ่งผู้ตายก็ลุกขึ้นไปเตรียมตัว จากนั้นเวลาประมาณ 07.30 น. เจ้าหน้าที่ได้เดินเข้าไปเรียกอีกรอบก็พบว่าผู้ต้องหาผูกคอตายแล้ว จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ พร้อมแพทย์เวรมาชันสูตร เบื้องต้นพบว่าผู้ต้องหานำผ้าห่มมาฉีกเป็นชิ้น ก่อนนำไปผูกคอจนเสียชีวิต

Advertisement

ด้านนายถวิล เหล่าสุนา พ่อผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตเป็นลูกชายคนที่ 3 เคยถูกจับคดียาเสพติดมาหลายครั้ง ล่าสุดเพิ่งพ้นโทษมาได้ 2 เดือน และถูกจับกุมอีกครั้งเมื่อวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อวานตอนเย็นตนได้เดินทางมาเยี่ยมลูกชาย โดยลูกชายบอกตนว่าฝากเลี้ยงลูกด้วย ซึ่งตนก็ไม่ได้เอะใจอะไร จนกระทั่งตอนเช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจโทรมาบอกว่าลูกชายได้ผูกคอเสียชีวิตภายในห้องขัง ตนจึงได้เดินทางมาดูศพดังกล่าว ส่วนเหตุผลการคิดสั้น น่าจะเกิดจากลูกชายเป็นคนขี้น้อยใจ อาจจะมีเรื่องน้อยใจอะไรสักอย่าง ทำให้ผูกคอเสียชีวิตดังกล่าว

ในช่วงแรกตนได้ติดใจการเสียชีวิต โดยคิดว่าทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดูแล ทั้งๆ ที่ได้ฝากฝังกับเจ้าหน้าที่ไปแล้วว่าให้ช่วยดูแล แต่พอทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดกล้องวงจรปิดให้ดูพบว่าลูกชายได้ใช้เวลาเพียง 4-5 นาทีผูกคอตนเองจนเสียชีวิต ในช่วงที่เจ้าหน้าที่ออกมาล้างหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้ละเลยหน้าที่ แต่เพื่อความสบายใจจะได้นำศพไปผ่าพิสูจน์ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป