“บิ๊กต๊อก”แจงละเอียดไม่ได้ถอด“ยาบ้า”พ้นบัญชียาเสพติด ยืนยันผิด กม.- แค่ปรับ กม.ลงโทษอย่างสมดุลตามความผิด อย.หนุนวิธีการแบบใหม่ พร้อมเดินหน้าปราบปราม เลิกรณรงค์ทำ“สงครามกับยาเสพติด” เล็งมอบให้ สธ.ดูแลเรื่องบำบัดฟื้นฟูเพื่อเอกภาพ
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ศอ.ปส.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 2/2559 เพื่อพิจารณาแนวทางการควบคุมเมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า โดยยึดหลักความสำคัญกับด้านสาธารณสุข ด้านกฎหมาย และด้านการให้ข้อมูลต่อสาธารณชน โดยตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เช่น นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายณรงค์ รัตนานุกูล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ทหารและตำรวจ
พล.อ.ไพบูลย์ แถลงภายหลังการประชุมว่า วันนี้ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารับทราบทิศทางและขั้นตอนการทำงาน หลังจากที่ตนเดินทางไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยพิเศษว่าด้วยยาเสพติดโลก หรือประชุม UNGASS โดยที่ประชุมยูเอ็น เห็นว่าช่วง 28 ปีที่ผ่านมา สหประชาชาติใช้หลักวิธีการต่อสู้กับสงครามยาเสพติดมาโดยตลอด แต่หลังจากใช้วิธีดังกล่าวมาประมาณ 28 ปี ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าแนวโน้มยาเสพติดไม่ได้ลดลงเลย แล้วก่อนประชุม UNGASS มีหลายประเทศได้ปรับเปลี่ยนวิธีการไปแล้ว โดยเน้นวิธีการแก้ปัญหาด้านสาธารณสุข เน้นผู้เสพคือผู้ป่วย เน้นเรื่องเข้าถึงสิทธิมนุษยชน วันนี้ได้นำผลการประชุมมาชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบเรื่องนี้ รับทราบทิศทางของประเทศไทยว่าเห็นหรือดำเนินการอย่างไร ในเวลาที่ประชุม ซึ่งตนเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยไปชี้แจง ทั้งนี้ผลการประชุมมีการคิดที่หลากหลายมาก เช่น การเน้นให้ยาเสพติดเป็นยาที่ถูกกฎหมาย เน้นไม่มีโทษประหารชีวิตความผิดคดียาเสพติด
พล.อ.ไพบูลย์กล่าวต่อว่า ดังนั้นจึงอยากให้ที่ประชุม ศอ.ปส.รับทราบว่า สิ่งที่ประเทศไทยที่มีถ้อยแถลง สิ่งที่ประเทศไทยคัดค้านคือเราไม่เห็นด้วย มีเรื่องอะไรบ้าง สิ่งที่ประเทศไทยไม่เห็นด้วยคือ ให้ยาเสพติดจะถูกต้องตามกฎหมาย แต่เราเห็นด้วยกับเรื่องให้ผู้เสพคือผู้ป่วย ประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะไม่ใช้ หรือยกเลิกโทษประหารชีวิตกับคดียาเสพติด แต่เสนอว่าจะลงโทษผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดต้องได้สัดส่วนกับพฤติกรรมในการกระทำความผิด และยังเสนอว่า ประเทศไทยได้แก้กฎหมายยาเสพติดเป็นประมวลกฎหมายยาเสพติดแล้ว ด้วยการใช้ประมวลกฎหมายฉบับใหม่จะเป็นสิ่งที่ทำให้การลงโทษได้สัดส่วนกับพฤติกรรมในการกระทำความผิด กฎหมายใหม่จะมีการแยก ผู้ค้ารายใหญ่ ผู้เป็นนายทุนรายใหญ่ต้องถูกกลงโทษอย่างรุนแรง ผู้ที่เข้ามาเป็นแรงงานยาเสพติด หรือเข้ามาโดยภาวะทางสังคมความเหลื่อมล้ำ ความยากจน กลายมาเป็นผู้เสพ ต้องได้รับการลงโทษที่เหมาะสม เรื่องนี้หน่วยงานจะต้องมีการคัดกรองซึ่งประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่กำลังทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดผล นี่คือสิ่งที่ตนชี้แจงที่ประชุมยูเอ็น อยากเรียนว่าไม่ว่าการยกเลิกโทษประหารชีวิต การทำยาเสพติดถูกกฎหมาย ผมยืนยันว่ามีมากกว่าเกินครึ่ง แนวโน้มใช้ไปแล้วหลายประเทศในโลกได้ แต่ประเทศไทยยังไม่พร้อม

พล.อ.ไพบูลย์กล่าวอีกว่า มติที่ประชุม ศอ.ปส.มีความเห็นว่า เรื่องแรก นโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้นจะต้องดำรงเรื่องของการปราบปราม เรื่องการป้องกัน และเรื่องของการบำบัดและฟื้นฟูเช่นเดิม อย่างเข้มข้น เรื่องที่ 2 ยืนยันว่ายาเสพติดเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แน่นอน สำหรับหรือผู้เสพนั้น เนื่องจากทิศทางผลงานสำเร็จและผลงานวิจัยที่ดำเนินการมันเป็นเรื่องของสุขภาพ สาธารณสุข เป็นเรื่องของคนป่วย เรื่องการบำบัดฟื้นฟู มีแนวคิดให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลัก ในการรับเรื่องบำบัดฟื้นฟู เดิมมีเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู 2 กลุ่ม กลุ่มบังคับบำบัดและกลุ่มสมัครใจบำบัด จะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ 2 ส่วน คือกระทรวงยุติธรรมกับกระทรวงสาธารณสุข ที่แยกกันทำ แต่เพื่อความเป็นเอกภาพและสอดคล้องกับแนวทางการทำงานของสหประชาชาติ เราเห็นว่าควรจะปรับปรุงระบบต่างๆ เข้าไปสู่กระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก อันนี้ยังคงเป็นแนวคิดที่หลายคนเห็นด้วย ดังนั้นต้องดูระบบของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งเรื่องบประมาณ กำลังพล ตนรับผิดชอบคุมประพฤติมีกลุ่มบังคับบำบัดซึ่งรับผิดชอบครึ่งหนึ่ง ก็จะเป็นหน่วยงานสนับสนุน แต่อาจต้องใช้ระยะเวลาเพื่อให้การบำบัดฟื้นฟูได้ผลและสอดคล้องกับประมวลกฎหมายฉบับใหม่ ส่วนเรื่องการปราบปรามยืนยันว่าจะต้องปราบแบบทั้งในและนอกประเทศ ผู้ค้ารายใหญ่ต้องถูกลงโทษอย่างจริงจัง บทลงโทษต้องรุนแรง
พล.อ.ไพบูลย์กล่าวอีกว่า เรื่องที่ 3 ที่สำคัญ ตามมติยูเอ็น เรื่องการยุติทำสงครามกับยาเสพติดนั้นที่ประชุมเห็นว่า คือต้องมีมาตรการดำเนินการเรื่องนี้จริงจังในการปฏิบัติที่ต้องเน้นเรื่องการบำบัดฟื้นฟูมากขึ้น ต้องเข้าใจการปราบปรามเข้มข้น ไม่ย่อหย่อนต่อการปฏิบัติการ แต่คำว่าสงครามกับยาเสพติดมันต้องยุติ เราต้องเน้นการดูแลผู้ป่วย ผู้เสพคือผู้ป่วย เน้นหนักเรื่องนี้ คำว่ายุติสงครามกับยาเสพติดมันเป็นพันธกรณีต่างประเทศ ที่ต้องไม่มีคำนี้ในการรณรงค์ อย่าเข้าใจผิด”
“ผมขอเรียนว่าได้รับกำลังใจจากประชาชนมากพอสมควร และไม่ได้รับกำลังใจมากพอสมควรเช่นกัน แต่ไม่เป็นไรผมเข้าใจดี เรียนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องเดินหน้าป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มันเป็นแนวคิดที่ต้องเดินไป การสร้างความรับรู้ให้กับประชาชน น้องประชาชนหลายคนเขียนมาถึงผมมาก บางคนเข้าใจ แต่ก็มีหลายคนไม่เข้าใจ เพราะไม่ได้อ่านเรื่องนี้ จึงอยากให้สื่อทำความเข้าใจเรื่องไปด้วย เราต้องร่วมมือแก้ปัญหายาเสพติด เดินให้ถูกทางเสียที” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว
รมว.ยุติธรรมกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในส่วนของการบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยที่ติดยาเสพติด จะให้กระทรวงสาธารณสุขเข้ามารับผิดชอบงานในส่วนนี้ และจะปรับปรุงโครงสร้างให้มีเอกภาพมากขึ้น ทั้งงบประมาณและกำลังเจ้าหน้าที่ ส่วนกรมคุมประพฤติของกระทรวงยุติธรรมจะมีบทบาทลดลง เป็นแค่หน่วยงานรองลงมาที่ช่วยสนับสนุนการทำงาน ที่สำคัญต้องสร้างความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับการทำงานให้ถูกต้อง ส่วนกรณีควบคุมเมทแอมเฟตามีน จะต้องรอการจัดระบบการทำงานให้เรียบร้อยทุกด้านก่อนจึงจะสามารถทำต่อได้ รวมถึงการจัดให้หน่วยงานใดเข้ามาดูแล ส่วนการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 เข้ามาช่วยแก้ไข
“เราต้องช่วยกันทำผู้ป่วยหายป่วย ผู้ป่วยต้องไปหาหมอ อย่าส่งคนป่วยไปเข้าคุก คุกไม่ใช่ที่รักษา เรากำลังใช้กฎหมายเอาคนป่วยไปอยู่ในคุก ต้องส่งคนเหล่านี้ไปอยู่กับหมอ แต่กรมราชทัณฑ์และกรมพินิจฯต้องช่วยด้วย กระทรวงสาธารณสุขด้วย” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่จะเปลี่ยนเมทแอมเฟตามีนเป็นยาปกติ นั้นจะอยู่ในระดับไหน พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า ขอสร้างความเข้าใจเวลาสื่อมวลชนเอาข้อความของผมไปลง “ไปบอกว่า พล.อ.ไพบูลย์จะเปลี่ยนยาบ้าเป็นยาที่ถูกต้องปกติ” มันไม่มีทางเลยยาบ้าจะเป็นยาถูกกฎหมาย เพราะยาบ้ามันคือยาเสพติด และผมยืนยันในสหประชาชาติ ที่มีกว่า 70 ประเทศ ที่เขาต้องการให้ยาเสพติดมันถูกต้อง เพราะถือว่าประชาชน ต้องใช้เข้าถึงรักษา แต่ระบบของเขาดี แต่ผมบอกไม่ได้ ผมไม่ยอมให้เขียนในข้อกำหนดนี้ในส่วนของประเทศไทย ผมไม่ได้พูดประเด็นแบบนั้น เวลาสื่อลง เหมือนกับ พล.อ.ไพบูลย์พูดว่าจะถอดยาบ้าออกจากยาเสพติด มันเป็นศูนย์เลย มันไม่ใช่ ยังไงเมทแอมเฟตามีน มันก็เป็นยาเสพติด ไม่ว่าจะลดลงหรือลดครึ่งมันก็เป็นยาเสพติด มันคือยาเสพติด และประเทศไทยก็ไม่พร้อมที่จะให้ยาเสพติดถูกต้องตามกฎหมาย”
พล.อ.ไพบูลย์กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นต้องลดต้องเพิ่มหรือไม่ “ผมบอกว่าเป็นเรื่องที่ต้องจัดระบบการยอมรับผลการประชุม UNGASS ก่อน ต้องจัดระบบการทำงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ระบบเสียก่อน ว่าจะมีความพร้อมในทุกด้านถึงจะไปพูดเรื่องปรับระดับของยาเสพติด ต้องเข้าใจก่อนว่าเมทแอมเฟตามีน มันทำให้ความสมดุลในการลงโทษ มันผิดเพี้ยน สังคมต้องตระหนักเรื่องนี้ ว่าการเอาเมทฯไปอยู่ยาเสพติดประเภท 1 เหมือนเฮโรฮีน การลงโทษเลยผิดเพี้ยน มันไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้เสพ ผมเน้นว่าผู้เสพ ถ้าลูกของท่านเป็นผู้เสพถูกจับยา 3 เม็ด ในฐานะผู้เสพ แล้วติดคุก 20 ปี ท่านคิดยังไง อยากให้พี่น้องประชาชนคิด ไม่ใช่ พล.อ.ไพบูลย์ไปแก้ให้ไอ้พวกผู้เสพแล้วไปฆ่าคนตายแล้วไม่ผิด มันใม่ใช่ แต่อยากให้มองว่าถ้าลูกท่านเป็นผู้เสพแล้วถูกจับ ติดคุก 20 ปี เพราะเสพมันเหมาะสมหรือไม่ นั่นแหละนี่คือสิ่งเมทแอมเฟตามีน มันกำลังทำเรื่องพวกนี้ พอเราปรับยาบ้าขึ้นไปอยู่ประเภท 1 ระดับการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานทำให้การลงโทษมันเกินเลย มันไม่สมดุล ผมยืนยันว่ายาบ้าเป็นยาเสพติดแน่นอน
พล.อ.ไพบูลย์กล่าวต่อว่า ก่อนเมทแอมเฟตามีนถูกปรับเป็นยาเสพติดประเภท 1 โทษจำคุก 20 ปี พอปรับประเภท โทษเป็นประหารชีวิต และถ้ามีเกิน 15 เม็ด สันนิษฐานเป็นผู้ค้าทันที โทษประหารชีวิต คนมีเงินเยอะ แล้วเป็นผู้เสพ ซื้อไว้ 15 เม็ด เพื่อเสพ กลายเป็นผู้ค้าโทษประหารชีวิต ถ้าเป็นลูกหลานท่านว่ามันไม่ไม่ใช่อาชญากรรมที่ร้ายแรง แล้วไม่ใช่คนประเภทนี้ แล้วโดนโทษประหารชีวิต ผมเชื่อว่าต้องมองกฎหมายที่เรามอง มันลงโทษคนเกินความเป็นจริง
ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากเมทแอมเฟตามีนแล้วจะยาเสพติดประเภท ปรับสถานะด้วยหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า ทุกอย่างมันไม่ไปทั้งระบบ และเมื่อถึงเวลา และความพร้อมของรัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข

ด้าน นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ในฐานะตัวแทน รมว.สาธาณสุข ที่มีการหารือทุกกรม กระทรวงสธ.ในหลักการแล้วเห็นด้วยในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เพราะเห็นว่าเป็นแนวทางที่ดีในการแก้ปัญหายาเสพติดในประเทศไทย ในฐานะที่กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบ เรื่องของสุขของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นอะไรอยู่ตรงไหน เป็นหน้าที่หลักของกระทรวงสาธารณสุข ในแนวคิดที่มองว่าผู้เสพคือผู้ป่วย เป็นเรื่องที่กระทรวงต้องรับมาดำเนินการ ว่าจะมีการบำบัดลักษณะอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาลหรือบำบัดโดยชุมชน อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องคุยในรายละเอียดไป สำหรับการปรับเปลี่ยนสถานะของเมทแอมเฟตามีน ต้องมาคุยกันอีกครั้งว่าจะอยู่ในระดับแค่ไหนอย่างไร เพื่อให้มีความสมดุลตามสัดส่วนกับพฤติกรรมในการกระทำความผิดอย่างไร แต่ประเด็นสำคัญคือเรื่องความเข้าใจของประชาชน ที่เราจะทำร่วมกันด้วย
“ผมอยากเรียนว่าเราทำอย่างเดิมๆ มานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2539 ที่ประกาศออกไป ตั้งแต่นั้นมาปริมาณยาก็เพื่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้เสพก็เพิ่มมากขึ้น อย. เป็นหน่วยรับภาระในการเก็บรักษาของกลางยาเสพติด จากที่ผมอยู่มา 3 ปีที่แล้ว มีปริมาณ 30-40 ตัน แต่ตอนนี้เป็น 50 ตัน วันศุกร์ที่จะเผาอีก 5 ตัน นี้คือสิ่งที่เราเห็นชัดเจนว่าที่เราแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบเดิมมาปริมาณยาเสพติดกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าเรามีวิธีการอะไรใหม่ ก็น่าจะริเริ่มทำดู เป็นทิศทางของสอดคล้องกับระดับสากล” นพ.บุญชัยกล่าว
 

