เนติบัณฑิตเตรียมตัว “ไสลเกษ”เผยพัฒนาเพิ่มหลักสูตรสอบวิชาอังกฤษกฏหมายผงาดอาเซียน

30.12.19 | 15:22 น.

เนติบัณฑิตเตรียมตัว “ไสลเกษ”เผยพัฒนาหลักสูตรกฏหมายไทยผงาดอาเซียนให้ได้ เพิ่มหลักสูตรสอบวิชาอังกฤษกฏหมาย ยกระดับนักกฏหมายไทย รักษาผลประโยชน์ประเทศ


 เมื่อวันที่ 30 ม.ค.นาย ไสลเกษ วัฒนพันธุ์  ปธ.ศาลฎีกา ปธ.สภาประธานศาลสูงสุดอาเซียนได้กล่าวถึงความคืบหน้าภายหลังจากที่ศาลฎีกาของไทยได้รับเกียรติในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสมาคมนักกฎหมายอาเซียน (ALA) และการประชุมประธานศาลสูงสุดอาเซียน (CACJ)ครั้งที่ 7 ซึ่งตนได้รับเลือกดำรงตำแหน่งประธานศาลสูงสุดอาเซียนว่า เรื่องการตั้ง ประธานศาลสูงสุดอาเซียน เริ่มจากสมาคมนักกฎหมายในอาเซียนมาประชุมร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนวิชาการทางด้านกฎหมาย เพื่อพัฒนานักกฎหมายอาเซียน ศาลต่างๆในอาเซียนก็มาร่วมประชุมแล้วก็ได้มีการเชิญประธานศาลสูง หรือประธานศาลฎีกา 10 ประเทศในอาเซียนมาประชุมร่วมกัน ปรากฎว่าแต่ละศาลต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูล สร้างความร่วมมือในการทำงานศาล จึงพัฒนาเป็นสู่การตั้งสภาประธานศาลสูงสุดอาเซียน หรือ Council of ASEAN Chief Justices หรือ CACJซึ่ง ที่ประชุมบอกว่าเมื่อมี”อาเซียน”ก็จะมี CACJ เข้าไปในเวทีอาเซียนแล้วได้ผลักดันจนสำเร็จ เรื่องนี้เป็นโหมดความร่วมมือของศาล เรียนรู้ระบบกฎหมายซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกันในการดำเนินคดี เช่น คดีเกิดประเทศหนึ่ง แล้วจำเลยอยู่อีกประเทศหนึ่งจะมีการส่งหมายให้กันได้หรือไม่ ตรงนี้เป็นอีกขั้นหนึ่งของเรื่องการบังคับคดี เต่ก็มีที่สมมุติว่ามีคำพิพากษาอีกประเทศหนึ่งจะไปบังคับให้อีกประเทศหนึ่งได้หรือไม่ เช่นการยึดทรัพย์ก็มีการเจรจา แต่ยังไม่ได้ข้อยุติใน 10 ประเทศ ตรงนี้เราเริ่มเพียงแต่มีการทำทวิภาคีในเรื่องศาลยุติธรรมที่จะร่วมกันส่งหมายเท่านั้น เรื่องการยึดทรัพย์นั้นเรายังไปไม่ถึง เพราะเรื่องสภาพบังคับที่ไปบังคับเอาทรัพย์สินอันนี้หมายถึงอำนาจอธิปไตย เป็นเรื่องละเอียดอ่อนกว่าเรื่องการช่วยการส่งหมาย

และอีกเรื่องอาเซียนร่วมมือกันคือพัฒนานักกฎหมาย พัฒนาคุณภาพนักศึกษาวิชากฎหมาย ปัจจุบันCACJมีการตั้งสถาบันกฎหมายอาเซียนที่ตั้งฟิลิปปินส์ เรากำลังทำรายละเอียดอยู่ว่าจะอบรมเรื่องอะไร ประเทศสิงคโปร์พยายามยกระดับของตัวเองเป็นศูนย์กลางอนุญาโตตุลาการ หรือไกล่เกลี่ยทางเลือก ที่เรามีความร่วมมือการฝึกอบรมผู้พิพากษา ส่วนประเทศไทยเหมือนพี่ใหญ่ ลาว กัมพูชา เมียนมา ซึ่งได้เชิญอินโดนีเซีย และประเทศอื่นได ด้วย ซึ่งตนมองว่าเขาโอเค และมีความสุขที่มาอบรมผู้พิพากษา และปัจจุบัน CACJ มีการตั้งกลุ่มทำงานขึ้นมาประกอบด้วยสมาชิกจากศาลทุกประเทศ ซึ่งแต่ละกลุ่มทำงานจะไปพัฒนางานแต่ละด้าน ประเทศไทยได้รับมอบหมายประธานกลุ่มทำงานอาเซียนพลัส(+) ซึ่งเป็นเรื่องในศาล ได้เสนอไปว่า ควรจะมีอาเซียนบวกสาม สามที่ว่าคือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งเป็นประเทศที่พัฒนากว่าไทยในกระบวนการยุติธรรม ถ้าดึงเข้ามาในอาเซียนองค์การศาลก็จะพัฒนาขึ้น และเรายังมองว่ามีอาเซียนพลัสอย่างอื่นอีก อาจเป็นเอเซียแปซิฟิค ก็เป็นอีกลำดับต่อไป และต่อไปก็จะมีศาลสูงอาเซียน บวกกับองค์กรอื่น ๆ เป็นลำดับต่อไป

Advertisement

ตนคิดว่าขณะนี้เราหนีไม่พ้นแล้วเมื่ออาเซียนเริ่มแข็งแรงแบบนี้ เราเองเสียอีกจะต้องพัฒนานักกฎหมายให้สามารถทำงานร่วมกับนักฎหมายหรือศาลในอาเซียนได้ โดยที่ประเทศไทยจะสามารถรักษาประโยชน์ของประเทศไว้ได้สมบูรณ์แบบ ผมว่าวิวัฒนาการสิ่งแรกที่เกิดขึ้น ในฐานะที่ตนนั่งนายกเนติบัณฑิตยสภาในพระบรมราชูปถัมภ์ ตนได้มีข้อเสนอไปแล้ว และเนติบัณฑิตยสภาฯก็บอกมาว่าเอาด้วย คือเรื่องต่อไปนี้จะให้มีการสอบวิชาอังกฤษกฎหมายในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งปีนี้เริ่มแล้ว ไม่อย่างนั้นเราสู้อาเซียนไม่ได้ ตอนนี้ เราแพ้สิงคโปร์เราแพ้ยับเยิน อินโดนีเซียเก่งขึ้นโตวันโตคืน แต่เมื่อเราเปลี่ยนแปลงแล้ว ผจะลเกิดมหาศาล พอบังคับว่าสอบเนติบัณฑิตต้องสอบอังกฤษกฎหมาย คณะนิติศาสตร์ทั่วประเทศต้องปรับใหม่หมดไม่งั้นแพ้ เด็กจะสอบเนติบัณฑิตไม่ได้ ตอนนี้มี 3 มหาวิทยาลัยที่เข้มแข็ง คือธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเอแบค เพราะผู้ช่วยผู้พิพากษาก็สอบอังกฤษกฎหมาย ตรงนี้จะต้องเป็นไฟท์บังคับมาจากตนนี่แหละ คนจบต่างประเทศจะได้เปรียบไม่มาก เพราะกฎหมายหลัก เป็นกฎหมายไทย ตอนนี้เราเริ่มต้นในกฏหมายสารบัญญัติ ภาษาอังกฤษเริ่มมาแล้ว 10 คะแนน จาก100อัคะแนนCACJ จะยกระดับการศึกษาในอาเซียนให้แข็งแรงขึ้น แล้วประเทศไทยจะได้ประโยชน์