เตรียมพร้อมรับมือ ทั้งแล้ง ทั้งเค็ม ปี 2563 ต้องจริงจัง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

31.12.19 | 13:55 น.

เตรียมพร้อมรับมือ
ทั้งแล้ง ทั้งเค็ม ปี 2563
ต้องจริงจัง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รายงาน สถานการณ์ภัยแล้งในปี 2563 โดยระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม ปี 2562 ปริมาณฝนโดยรวมของประเทศไทยน้อยกว่าค่าปกติ 18% โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาในภาคเหนือและภาคกลาง มีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติถึง 24% ซึ่งบางพื้นที่มีค่าน้อยกว่าปกติถึง 800 มิลลิเมตร

แม้หลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเกิดเหตุน้ำท่วมหนักจากพายุโพดุล แต่ก็เป็นฝนตกหนักเพียงตอนล่างของลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูลเท่านั้น เขื่อนขนาดใหญ่ที่อยู่ทางต้นน้ำไม่มีน้ำไหลลงเขื่อนมากนัก ทำให้ภาพรวมน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศมีน้ำเก็บกักน้อยมากและปัจจุบันมีเขื่อนที่มีน้ำน้อยกว่า 30% จำนวน 9 เขื่อน ประกอบไปด้วย เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำนางรอง เขื่อนแม่กวงฯ เขื่อนป่าสัก เขื่อนทับเสลา เขื่อนกระเสียว เขื่อนคลองสียัด เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนอุบลรัตน์

โดยเขื่อนอุบลรัตน์ สถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยวิกฤต และปัจจุบันใช้น้ำใต้ระดับกักเก็บไปแล้ว 80 ล้านลูกบาศก์เมตร และอาจต้องใช้น้ำก้นอ่างสำหรับอุปโภค-บริโภคตลอดช่วงฤดูแล้ง จำนวน 160 ล้าน ลบ.ม. แม้กระทั่งภาคใต้เองปีนี้ก็ยังมีฝนตกน้อยกว่าค่าปกติ น้ำไหลลงเขื่อนทั้งเขื่อนรัชชประภาและเขื่อนบางลาง ยังมีน้ำไหลลงเขื่อนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย

โดยเฉพาะเขื่อนรัชชประภานั้นยังมีน้ำต่ำกว่า Lower Rule Curve ซึ่งยังน่าเป็นห่วงว่าภาคใต้เองก็จะเสี่ยงต่อภัยแล้งตามมาด้วยเช่นเดียวกัน

Advertisement

ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา อ่างเก็บน้ำ 4 เขื่อนหลัก ประกอบไปด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่สำคัญของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำน้อย

โดยปัจจุบันมีปริมาณน้ำใช้การรวมเพียง 4,500 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ฤดูแล้งปี 2562/2563 นี้ มีน้ำไม่เพียงพอต่อ “การสนับสนุนการเกษตร” ซึ่งภาครัฐได้ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรงดทำนาปรัง เนื่องจากจำเป็นต้องเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับ “การอุปโภค-บริโภค” และ “รักษาระบบนิเวศ” ประมาณ 3,500 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งตอนนี้ระบายน้ำตามแผนมาแล้ว 1,200 ล้าน ลบ.ม. ยังต้องระบายน้ำมาอีกกว่าจะสิ้นสุดฤดูแล้ง 2,300 ล้าน ลบ.ม. และต้องเก็บน้ำที่เหลือสำรองเอาไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 จำนวน 1,000-2,000 ล้าน ลบ.ม.

แต่ปัจจุบันเกษตรกรกลับทำนาปรังไปแล้วกว่า 2 ล้านไร่ ทำให้เกษตรกรสูบน้ำจากคลองชลประทานจนน้ำผลิตประปาไม่เพียงพอ ซึ่งตามแผนนั้นต้องส่งน้ำผ่านคลองไปให้สำหรับโรงผลิตน้ำประปาดังเช่นที่เกิดขึ้นแล้วในจังหวัดลพบุรี ทำให้ปริมาณน้ำที่ระบายจากเขื่อนในฤดูแล้งปี 2563 นี้อาจเกิดการสูบน้ำออกไปจากระบบเพิ่มมากขึ้น การประปาหลายแห่งที่ใช้น้ำจากคลองชลประทานอาจเกิดปัญหาขาดน้ำเพิ่มมากขึ้นด้วย

โดยปกตินั้นแม้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีน้อย สถานการณ์ความเค็มรุกตัวเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นจะเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมต่อเนื่องถึงเดือนเมษายน

ทั้งนี้ มีสาเหตุหลักจากการเกิดสภาวะน้ำทะเลหนุนสูงกว่าปกติที่มีอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังแรงในบางช่วง ส่งผลให้เกิดการยกตัวของระดับน้ำทะเลพัดเข้าสู่อ่าวไทยตอนบน ระดับน้ำที่ตรวจวัดได้จริงบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาจึงสูงกว่าที่กรมอุทกศาสตร์คาดการณ์ไว้บ่อยครั้ง การยกตัวของระดับน้ำทะเลนี้จะเสริมให้น้ำเค็มรุกตัวเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น

แต่พบว่าในขณะนี้ยังไม่ข้ามไปสู่ปี 2563 แต่การรุกตัวของความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาได้เริ่มรุกตัวเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาสูงมากขึ้นแล้ว และเริ่มส่งผลกระทบการผลิตน้ำประปาของการประปานครหลวง เนื่องจากมีความเค็มที่สถานีสูบน้ำสำแลสูงสุดในช่วงน้ำทะเลหนุนไปถึง 1.55 กรัมต่อลิตร (ค่าความเค็มมาตรฐานในการผลิตน้ำประปาไม่เกิน 0.25 กรัมต่อลิตร) และค่าความเค็มช่วงนนทบุรีจนไปถึงพื้นที่บางกะเจ้ามีค่าสูงถึง 5-15 กรัมต่อลิตร น้ำเค็มได้เข้าสู่คลองสาขาของจังหวัดนนทบุรี กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันตก และสมุทรปราการ

ทำให้ต้นไม้และพืชผลทางการเกษตรอาจได้รับความเสียหายจำนวนมาก ซึ่งพืชสามารถทนค่าความเค็มได้เพียง 2 กรัมต่อลิตร และมีความกังวลว่าในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาอาจจะรุกตัวหนักกว่านี้ อาจกระทบทำให้การประปานครหลวงต้องลดกำลังการผลิตน้ำลง ส่งผลให้น้ำประปาไหลอ่อนลงก็เป็นได้

หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเร่งหาทางเตรียมการรับมือ

ขณะเดียวกันจากการวิเคราะห์อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตก (ONI หรือ ENSO) มหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ (PDO) และมหาสมุทรอินเดีย (DMI) ซึ่งเป็นทะเลที่ส่งผลต่อสภาพอากาศและฝนในประเทศไทย ล่าสุดนั้นสามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์ฝนปี 2563 จะคล้ายคลึงกับปี พ.ศ.2538 ซึ่งปริมาณฝนช่วงครึ่งแรกของปี ประเทศไทยยังคงมีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย พายุฤดูร้อนอาจจะเกิดได้ไม่มากและฝนอาจจะมาล่าช้าไปจนถึงเดือนมิถุนายน ทำให้จำเป็นต้องพึ่งพาการใช้น้ำจากเขื่อนเป็นหลัก และใช้ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมิถุนายน ยิ่งทำให้ยากลำบากต่อการบริหารจัดการภัยแล้ง

หลักสำคัญในตอนนี้คือ เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาต้องเข้าใจสถานการณ์น้ำที่อยู่ในขั้นวิกฤตนี้ และไม่สูบน้ำไปจากคลองเพราะจะทำให้น้ำที่ใช้อุปโภค-บริโภค เกิดปัญหากับประชาชนต่อน้ำกินน้ำใช้ได้
ส่วนประชาชนทุกภาคส่วนก็ต้องใช้น้ำอย่างประหยัดอย่างจริงจัง