นวัตกรรมสำหรับคนไทย
เพื่อใช้ชีวิตในปี 2563
อาการดิ่งตัวของเศรษฐกิจโลกที่กระทบชิ่งทำให้ทั่วทุกหัวระแหงใช้ชีวิตยากลำบากขึ้น ที่เคยลำบากอยู่แล้ว อาการลำบากก็จะหนักมากขึ้นมาอีก
แต่ทุกคนทุกชีวิตก็ต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดให้ได้ และเมื่อรอดตัวแล้วก็ต้องหาทางพัฒนาศักยภาพ และพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นหน่วยงานที่ต้องคิดหาสิ่งใหม่ พัฒนาศักยภาพชีวิตผู้คน รวมทั้งเข้าไปคอยแก้ปัญหาด้วยการเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโนโลยี และนวัตกรรมที่มีอยู่
“มติชน” ได้รวบรวมผลงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นผลงานของหน่วยงานต่างๆ ของ อว.ที่คนไทยสามารถเข้าถึง และนำไปใช้เพื่อพัฒนา แก้ปัญหาอาชีพและชีวิตประจำวันบางประการที่เกิดขึ้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้
การเลี้ยงปลาระบบน้ำหมุนเวียน
นายสมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) กล่าวว่า ไบโอเทคได้พัฒนา “ถังเลี้ยงปลานิลความหนาแน่นสูงระบบน้ำหมุนเวียน” เป็นเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ใช้พื้นที่น้อย ประหยัดพลังงาน ด้วยการออกแบบให้น้ำไหลตามแรงโน้มถ่วง จุดเด่นคือมีระบบหมุนเวียนที่ดึงน้ำจากถังมาทำการบำบัดแอมโมเนีย เพื่อนำน้ำกลับไปใช้เลี้ยงปลาในถังทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำตลอดการเลี้ยง ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำต่อวันมากกว่า 95% และเมื่อมีตะกอนขี้ปลา ปลาตายหรือปลาป่วยในถังจะถูกดึงออกจากถังโดยอัตโนมัติผ่านทางท่อลำเลียงไปยังถังแยกปลาตาย ทำให้ผู้เลี้ยงติดตามจำนวนปลาที่ตายและแยกปลาป่วยออกไปตรวจโรคเพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างทันท่วงที ลดปัญหาการเกิดโรคสัตว์น้ำ ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ

“ที่สำคัญเทคโนโลยีนี้เลี้ยงปลาได้ในปริมาณมาก โดยรองรับปลานิลได้ที่ความหนาแน่นมากกว่า 30 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่บ่อดินรองรับได้เพียง 1 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งผลการทดลองเลี้ยงจริงพบว่าปลานิลมีอัตราการรอดสูงมากกว่า 90% อีกทั้งเนื้อปลามีรสสัมผัสดี ไม่มีปัญหากลิ่นโคลน นอกจากนี้ไนโตรเจนที่เกิดจากการเลี้ยงปลายังนำไปพัฒนาเป็นปุ๋ยได้อีกด้วย”
‘ถุงพลาสติกสลายตัวได้’ใส่เศษอาหาร
ขยะพลาสติกเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รุนแรงและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ผ่านมามีการผลิตพลาสติกเพื่อใช้งานบนโลกนี้แล้วกว่า 8,800 ล้านตัน ซึ่งกว่าร้อยละ 40 เป็นขยะพลาสติกใช้งานเพียงครั้งเดียวทิ้ง นายจุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) กล่าวว่า ขณะนี้เอ็มเทคได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรพัฒนา “ถุงพลาสติกสลายตัวได้” สำเร็จ และเป็นการขยายการผลิตจากห้องปฏิบัติการสู่ระดับอุตสาหกรรมได้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยมีการใช้ “มันสำปะหลัง” พืชเศรษฐกิจสำคัญเป็นวัตถุดิบมากถึง 40%

“ถุงพลาสติกสลายตัวได้ผลิตขึ้นจากการคิดค้นพัฒนา ‘เม็ดพลาสติกคอมพาวด์’ ที่มีส่วนประกอบของมันสำปะหลัง และเม็ดพลาสติกชีวภาพอีก 2 ชนิดคือ PBAT และ PLA สามารถนำไปเป่าขึ้นรูปเป็นถุงพลาสติกสลายตัวได้ด้วยเครื่องจักรพื้นฐานที่มีการใช้งานภายในประเทศ โดยจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการพบว่า หากนำไปฝังในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิและความชื้นเหมาะสม ถุงพลาสติกชนิดนี้สามารถย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ได้หมดภายในเวลา 3-4 เดือน ซึ่งถุงพลาสติกสลายตัวได้ชิ้นนี้เป็นผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์ BCG Economy Model อย่างชัดเจน ทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อย่อยสลายยังกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และชีวมวลที่พืชสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้ ที่สำคัญยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมันสำปะหลัง พืชเศรษฐกิจไทย ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น”
นอกจากการพัฒนาถุงพลาสติกสลายตัวได้แล้ว เอ็มเทคยังมี “ห้องปฏิบัติการทดสอบการย่อยสลายได้ทางชีวภาพของวัสดุ” เป็น 1 ใน 2 ห้องปฏิบัติการทั่วโลกที่มีศักยภาพในการทดสอบพลาสติกชีวภาพที่มีคุณสมบัติสอดคล้องตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยสร้างจุดแข็ง เพิ่มความสามารถการพัฒนาผลิตภัณฑ์ย่อยสลายได้ของประเทศไทยและรองรับผู้พัฒนาจากทั่วโลก
‘เข็มจิ๋วไมโคร-นาโน’
นวัตกรรมเพื่อการแพทย์เทคโนโลยีในการนำส่งยาไปยังอวัยวะเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปี 2563 นาโนเทค สวทช.เตรียมพุ่งเป้าพัฒนาเข็มจิ๋วสู่นาโนโรบอต โดย นส.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) กล่าวว่า นาโนเทคกำลังเดินหน้าพัฒนาเข็มระดับไมโคร/นาโน เพื่อตอบโจทย์การแพทย์แม่นยำและมีการประยุกต์สู่ “อุปกรณ์ตรวจติดตามกลูโคสขนาดมือถือด้วยเซ็นเซอร์เข็มระดับไมโคร/นาโน” โดยลักษณะของเข็มจะมีขนาดเล็กมากจนสามารถแทรกผ่านผิวหนังชั้นบนสุดของหนังกำพร้า หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเส้นประสาทและหลอดเลือดที่อยู่ลึกลงไป และโครงสร้างนาโนที่อยู่บนผิวเข็มขนาดไมโครเมตร จะทำหน้าที่ดูดซับโมเลกุลน้ำตาลในของเหลวที่ถ่ายเทระหว่างเซลล์เนื้อเยื่อ จึงทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บ ไม่เกิดบาดแผลและไม่สูญเสียเลือด โดยวางแผนทดสอบทางคลินิกในปีหน้า ปูทางการแพทย์แห่งอนาคต

‘AI FOR THAI’แพลตฟอร์มเอไอสัญชาติไทย
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีส่วนสำคัญและจำเป็นอย่างมากต่อการดำเนินงานของหลายภาคส่วน และเป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาพลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจโลกในอนาคต
นายชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า เนคเทค สวทช.ได้พัฒนา “AI FOR THAI : Thai AI Service Platform” หรือ “แพลตฟอร์มเอไอสัญชาติไทย” เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยี AI ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมและบริการ ยกระดับประสิทธิภาพของภาคเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
“AI FOR THAI เป็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และ Machine Learning ที่เน้นตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั้งในภาคอุตสาหกรรมและการบริการต่างๆ เช่น ภาคธุรกิจกลุ่มค้าปลีก สามารถใช้ Chatbot โต้ตอบเพื่อตอบคำถาม ให้บริการแก่ลูกค้าแทนพนักงาน กลุ่มโลจิสติกส์ใช้ระบบรู้จำใบหน้าตรวจจับใบหน้าของพนักงานขับรถว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือไม่ ด้านการแพทย์ก็เริ่มใช้ AI วิเคราะห์แนวโน้มความเสี่ยงของโรคส่วนบุคคล หรือการอ่านฟิล์ม X-rays แทนมนุษย์ ขณะที่การท่องเที่ยวสามารถใช้ AI แปลภาษาและวิเคราะห์รูปอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวจากภาพถ่าย เป็นต้น

เนคเทคยังมีการวิจัยพัฒนานำเทคโนโลยี IT ใช้ในภาคส่วนต่างๆ เช่น แพลตฟอร์มเพื่อการเกษตรแม่นยำ อาทิ การติดตั้งเซ็นเซอร์ อุปกรณ์ และ AI ในแปลงเพาะปลูก เพื่อติดตามตรวจวัดค่าต่างๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ และสร้างระบบอัตโนมัติควบคุมการเพาะปลูก เช่น การรดน้ำตามความชื้นดิน การเปิดและปิดอุปกรณ์ระบายอากาศตามอุณหภูมิและความชื้นของโรงเรือน โดยที่ผ่านมาได้ติดตั้งแพลตฟอร์มเพื่อการเกษตรแม่นยำให้กับเกษตรกรต้นแบบในทุกอำเภอของจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 34 แปลง พบว่าเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 20%”
ทางด้านฝั่งอุทยานวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีเครือข่ายมหาวิทยาลัยต่างๆ อยู่ทั่วประเทศ มีผลงานนวัตกรรมหลายรูปแบบ สำหรับประชาชนหลากหลายอาชีพให้นำไปใช้ และพร้อมจะถ่ายทอดนวัตกรรมเหล่านี้ให้กับทุกคน
อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีการก่อสร้างอาคารโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) ด้านการแปรรูปสินค้าเกษตรไปเป็นอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง โดยมีแผนการก่อสร้างอาคารโรงงานรวมทั้งสิ้น จำนวน 3 โรงงาน ได้แก่ โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผัก ผลไม้ และโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร มีแผนการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 ถึง พ.ศ.2565 อาคารโรงงานต้นแบบของอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ออกแบบให้สามารถให้บริการผู้ประกอบการได้ในหลายรูปแบบ ตั้งแต่สามารถมาเช่าเวลาใช้งานเครื่องจักรเป็นเครื่องๆ ไป หรือเช่าเวลาสายการผลิตทั้งสาย หรือการสร้างสายพานการผลิตเป็นการเฉพาะเพื่อผลิตสินค้าใดๆ ก็ได้ โดยทุกโรงงานจะได้รับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น GMP หรือ อย. เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้พื้นที่และเครื่องจักรสำหรับการวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ด้วย

ปัจจุบันโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างการติดตั้งเครื่องจักรและทำมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง โดยจะพร้อมเปิดให้บริการแก่ผู้ประกอบการ SMEs และ Startup ในเดือนเมษายน พ.ศ.2563 ซึ่งโรงงานนี้จะสามารถผลิตผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ ได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ทั่วไป เช่น ไส้กรอก หมูยอ เบคอน ผลิตภัณฑ์รมควัน หรือผลิตภัณฑ์ปรุงสุกต่างๆ เป็นต้น ซึ่งการผลิตนั้นสามารถทำได้ทั้งในระดับต้นแบบถึงระดับกึ่งอุตสาหกรรมด้วย ส่วนโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผัก ผลไม้ คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี พ.ศ.2564 และโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรในปี พ.ศ.2565
เครื่องอบแห้งระบบรังสีอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนปล่อยทิ้ง
อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ศูนย์ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พัฒนา “เครื่องอบแห้งแบบถังทรงกระบอกหมุนด้วยระบบรังสีอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนปล่อยทิ้ง” และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชนคือ บริษัท อาทิตย์จักรกล จำกัด วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสนำเอาทรัพย์สินทางปัญญาจากงานวิจัยของอาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหาสารคามไปใช้ประโยชน์เพื่อก่อให้เกิดมูลค่าในเชิงพาณิชย์เพิ่มมากขึ้น อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม อันจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนเพื่อให้เป็นไปตามพันธกิจหลักของศูนย์ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม ในการดำเนินงานตามโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เครือข่ายมหาวิทยาลัยมหาสารคามร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ปรับปรุงพันธุ์โคอีสานวากิว
อุทยานวิทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) จับมือ 25 หน่วยงานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตโคเนื้อ “นครชัยบุรินทร์” ผลักดันการยกระดับโคเนื้อ “โคอีสานวากิว” โคเนื้อคุณภาพสูงที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โคจากการวิจัยพัฒนาของอุทยานวิทยาศาสตร์ มทส. ส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมเนื้อโควากิวที่พัฒนาสายพันธุ์อย่างครบวงจร โดยใช้กลไกของอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคเพื่อจะยกระดับไปการผลิตและแปรรูปสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาพันธุ์โคราชวากิว พัฒนาสูตรอาหาร พร้อมอบรมกระบวนการเลี้ยงเพื่อให้เกิดเนื้อคุณภาพสูง อีกทั้งเชื่อมโยงเกษตรกรสู่การแปรรูปเนื้อโคเพื่อยกระดับวิสาหกิจชุมชน การพัฒนาแพลตฟอร์มฐานข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงการขยายตลาดของโคราชวากิว ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากเนื้อหลัก และส่งเสริมการแปรรูปเนื้อรอง เป็นการขยายฐานอาชีพขอเกษตรกร
เครื่องมือสำหรับแปรรูปอาหาร
อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดให้บริการ โรงงานต้นแบบด้านการเกษตรและอาหาร สามารถพัฒนาแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าสร้างนวัตกรรมอาหารได้หลากหลายรูปแบบ มีบริการเครื่องมือสำหรับแปรรูปอาหาร ทั้งการอบแห้งแบบลมร้อน หรือการทำแห้งแบบเยือกแข็ง บริการด้านการบรรจุด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัยกว่า 13 เครื่อง อาทิ เครื่องบรรจุอาหารแห้งระบบอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติ เครื่องปิดผนึกแบบสุญญากาศ และบริการวิเคราะห์อาหารในระดับอุตสาหกรรมเริ่มต้น เพื่อยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามแนวโน้มของเศรษฐกิจ รวมทั้งใช้กลไกอุทยานวิทยาศาสตร์สนับสนุนให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารตั้งแต่กระบวนการผลิต การยืดอายุการเก็บรักษา รวมไปถึงออกแบบบรรจุภัณฑ์อีกด้วย

ปัจจุบันโรงงานต้นแบบเกษตรและอาหารมีการให้บริการแก่ผู้ประกอบการแล้วมากกว่า 180 ราย โดยมีการนำผลิตภัณฑ์เข้ามาใช้บริการหลากหลายรูปแบบ เช่น การแปรรูปอาหารและผลไม้เพื่อการส่งออก การทำน้ำยาขนมจีนแบบผงเพื่อใช้ในการขนส่งและจำหน่าย เป็นต้น ทั้งนี้ อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำหน้าที่ให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภาครัฐ นักวิจัย และผู้ประกอบการ เพื่อต่อยอดธุรกิจและเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้ก้าวสู่ระดับสากล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงยั่งยืนต่อไป
เทคโนโลยีไมโครเวฟในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน
โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จากงานวิจัยของ รศ.หมุดตอเล็บ หนิสอ จากศูนย์ความเป็นเลิศด้านพลาสมาและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมกับ หจก.แสงอรุณปาล์มออยล์ และหน่วยงานวิจัยอื่นด้วย มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการหีบปาล์มน้ำมันให้ได้น้ำมันปาล์มที่มีคุณภาพสูงขึ้น โดยการให้ความร้อนแก่ผลปาล์มสุกด้วยเครื่องไมโครเวฟระบบสายพานลำเลียง ผลที่ได้พบว่าระบบที่ใช้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ 2 เท่าตัว ที่สำคัญคือสามารถพัฒนาคุณภาพน้ำมันปาล์มจากน้ำมันปาล์มเกรดอาหารสัตว์เป็นน้ำมันปาล์มเกรดน้ำมันบริโภคได้ และสามารถลดระยะเวลาการผลิตจาก 18 ชม.เป็น 8 ชม.เท่านั้น ในส่วนต้นทุนการผลิตสามารถลดลงจาก 2,400 บาทต่อตัน เหลือเพียง 600 บาทต่อตัน ผลงานนี้จึงถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันแก่ภาคอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดเล็กของประเทศไทยได้
การเรียนรู้ รับเอาสิ่งใหม่เข้ามาเพื่อให้ชีวิตไม่หยุดนิ่ง เป็นหนทางที่จะทำให้เราก้าวหน้า
สวัสดีปีใหม่ 2563

