เตรียมตัวกันให้พร้อม พรุ่งนี้ จะไม่มีถุงแจก-ไปห้าง-ร้านสะดวกซื้อต้องเอาถุงผ้าไปเอง

31.12.19 | 15:30 น.

เตรียมตัวกันให้พร้อม พรุ่งนี้ จะไม่มีถุงแจก-ไปห้าง-ร้านสะดวกซื้อต้องเอาถุงผ้าไปเอง

วันที่ 31 ธันวาคม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า นับจากวันนี้ไปอีกไม่ถึง 24 ชั่วโมง ประเทศไทยจะเกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนคือ ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าสะดวกซื้อจะไม่มีถุงก๊อบแก๊บแบบหูหิ้ว ให้ใช้อีกต่อไป ถือเป็นกปรากฏการณ์ใหม่ทางสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปัญหาต่อเนื่องอันมาจากขยะพลาสติกมากมาย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป จะงดการให้บริการถุงพลาสติกหูหิ้วหรือถุงก๊อบแก๊บ ที่มีความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน เป็นพลาสติกที่ใช้แบบครั้งเดียวทิ้ง (Single – Use Plastic) ส่วนถุงพลาสติกแบบอื่น เช่น ถุงร้อนใส่อาหาร ใส้ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว หรือพลาสติกที่หุ้มอาหาร หรือของแช่แข็ง รวมทั้งถุงพลาสติกหูหิ้วหนาๆ ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ยังคงใช้ได้ต่อไป จนกว่าจะมีวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ทดแทนได้อย่างเพียงพอ ทั้งนี้ การยกเลิกบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง จะเป็นการเปิดช่องทางการตลาดให้กับสินค้าทดแทนอยู่แล้ว ซึ่งจะขอความร่วมมือจากกระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับมาตรการด้านภาษีสำหรับสินค้านวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมต่อไป การงดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง รัฐบาล โดยทส. ได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังร่วมกับภาคีเครือข่าย ซึ่งทุกการดำเนินงานจะสำเร็จลงไม่ได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

นายวราวุธ กล่าวว่า การงดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งนนั้น ล่าสุดได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ซูเปอร์มาเก็ต ตลอดจนร้านสะดวกซื้อ กว่า 75 บริษัท ทั่วประเทศ และคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มาร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายนี้ ทั้งนี้จากผลสำรวจดุสิตโพล ที่ผ่านมา ประชาชน ถึงประมาณ ร้อยละ 90 เห็นด้วยกับนโยบายงดแจกถุงฯ และมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองกันบ้างแล้ว

“ทั้งนี้ ในส่วนของห้างร้าน ผู้ประกอบการทุกแห่ง ได้เตรียมมาตรการรองรับ ที่ยังคงคำนึงถึงผลกระทบและอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ามากที่สุด อาทิ การเตรียมบริการถุงกระดาษ หรือถุงผ้าจำหน่ายในราคาที่ไม่แพง หรือหากจำเป็นต้องรับถุงพลาสติกหูหิ้ว ลูกค้าต้องเสียค่าใช้จ่าย โดยนำเงินที่ได้เข้าร่วมกองทุนด้านสิ่งแวดล้อมหรือบริจาคให้กับโรงพยาบาลหรือมูลนิธิต่างๆ ต่อไป รวมทั้งการให้แต้มสะสมคะแนน เมื่อไม่รับถุง เป็นต้น อีกทั้ง ยังมีการเตรียมความพร้อมผู้ให้บริการ ในการสร้างความเข้าใจและตอบคำถามกับลูกค้าที่อาจแสดงความไม่พอใจ ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า ในช่วง 2-3 เดือนแรก อาจเกิดความไม่เข้าใจและมีความวุ่นวายอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้น สถานการณ์จะดีขึ้น ประชาชนจะให้ความร่วมมือมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการทุกแห่งพร้อมเดินหน้าและร่วมมือกันสร้างความเคยชินให้กับลูกค้า”นายวราวุธ กล่าว

รัฐมนตรีทส. กล่าวว่า ช่วงระยะ 20 ปีที่ผ่านมา มีการนำพลาสติกและโฟมมาใช้มากขึ้นในรูปแบบของบรรจุภัณฑ์ต่างๆ มีการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว ถึงจำนวน 45,000 ล้านใบต่อปี โฟมบรรจุอาหาร จำนวน 6,758 ล้านใบต่อปี แก้วพลาสติกแบบใช้ ครั้งเดียวทิ้ง 9,750 ล้านใบต่อปี ซึ่งเหล่านี้เป็นวัสดุที่ย่อยสลายยาก ใช้ระยะเวลายาวนาน กว่า 400 ปี และเมื่อไม่ได้รับการจัดการที่ถูกต้อง ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางบกและทางทะเล สุดท้ายส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของพวกเรา ทุกคน และจากการรณรงค์ฯ ที่ผ่านมา นับตั้งแต่ 21 กรกฎาคม 2561 จนถึงปัจจุบัน สามารถลดถุงพลาสติกหูหิ้ว ทั้งจากตลาดสดและห้างสรรสินค้า ได้ถึง 3,000 ล้านใบ

Advertisement

“ปัญหาขยะมูลฝอย เป็นปัญหาสำคัญระดับโลกที่ทุกประเทศให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการแก้ไข ซึ่งปัจจุบัน คนไทยสร้างขยะประมาณ 27.8 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 76,200 ตันต่อวัน โดยเฉลี่ย 1 คน สร้างขยะ 1.17 กก.ต่อวัน มีการนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้ 9.58 ล้านตัน (ร้อยละ 34) กำจัดได้อย่างถูกต้อง 10.88 ล้านตัน (ร้อยละ 39) และส่วนที่เหลืออีกประมาณ 7.36 ล้านตัน (ร้อยละ 27) ยังกำจัดไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการกำจัดแบบเทกองหรือเผากลางแจ้ง การลักลอบทิ้งในพื้นที่สาธารณประโยชน์ และการทิ้งลงสู่แหล่งน้ำ อย่างไรก็ตาม รัฐบาล ได้ให้ความสำคัญต่อการจัดการปัญหาขยะ โดยมีมติเห็นชอบ “แผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ” (พ.ศ. 2559 – 2564) เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนประเทศไทย สู่การเป็นสังคมปลอดขยะ (Zero Waste Society) ภายใต้แนวคิด 3Rs ส่งเสริมการจัดการขยะที่ต้นทาง โดยการลดปริมาณขยะ (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ตลอดจนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อวางรากฐานการดำเนินการจัดการขยะให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทำให้การบริหารจัดการขยะมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น”นายวราวุธ กล่าว

รัฐมนตรีทส. กล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมาย คือ การลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ภายในปี 2565 ด้วยการใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ภายในปี 2570 ซึ่ง จะช่วยลดปริมาณพลาสติกที่ต้องนำไปกำจัดได้ประมาณ 780,000 ตันต่อปี ประหยัดงบประมาณในการจัดการขยะมูลฝอย 3,900 ล้านบาท/ปี ประหยัดพื้นที่รองรับและกำจัด รวมทั้ง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1,200,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ จึงจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ในการลดรับ ลดให้ ลดใช้ถุงพลาสติกอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ได้ตั้งเป้าจะยกเลิกการใช้พลาสติกประเภทครั้งเดียวทิ้ง 4 ชนิด ได้แก่ ถุงพลาสติกหูหิ้ว หลอดพลาสติก แก้วพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง และกล่องโฟม ให้หมดไปจากประเทศไทยเร็วขึ้น จากภายในปี 2565 เป็นภายในปี 2564 โดยปีหน้าจะเตรียมนำเสนอเป็นกฎหมายบังคับต่อไป