กรณีสถานการณ์ภัยแล้งที่หนักหน่วงและรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี ผสมโรงด้วยสถานการณ์น้ำเค็มรุกเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ต่อเนื่องถึงเดือนเมษายนนี้ จนส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาของการประปานครหลวง (กปน.) นั้น
เมื่อวันที่ 4 มกราคม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำทะเลหนุน หรือน้ำเค็มรุกเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาค่อนข้างรุนแรง โดยเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2562 ปัญหาน้ำเค็มรุกขึ้นไปสูงถึง 2.03 กรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นสถิติที่สูงมากเมื่อเทียบกับน้ำเค็มรุกเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ความเค็มขึ้นสูงสุดที่ 1.92 กรัม/ลิตร ที่น่าเป็นห่วง คือ จะต้องรออีกกว่า 6 เดือน กว่าจะสิ้นสุดฤดูแล้ง ที่สำคัญในเดือนมกราคม-มีนาคม 2563 จะเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงมากจะยิ่งทำให้ปัญหาหนักขึ้น นอกจากจะกระทบต่อการประปาแล้ว ยังส่งผลต่อการทำการเกษตร เช่น สวนทุเรียน จ.นนทบุรี และแหล่งปลูกผักสวนครัวแหล่งใหญ่ของภาคกลาง จึงควรเร่งแก้ปัญหาน้ำเค็มรุกครั้งนี้ โดย อว. จะใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยวิธีการ “หน่วงน้ำเค็ม” ที่สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) อว.เคยนำมาแก้ปัญหาน้ำเค็มรุกร่วมกับหลายหน่วยงานเมื่อปี 2557
นายสุวิทย์ กล่าวว่า สำหรับวิธีการหน่วงน้ำเค็ม คือ จะนำน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเข้ามาเพิ่มให้กับแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านคลองประปาฝั่งตะวันตก เข้ามาหาโรงผลิตน้ำมหาสวัสดิ์ และระบายน้ำลงสู่คลองปลายบาง คลองมหาสวัสดิ์ คองบางกอกน้อย และแม่น้ำเจ้าพระยา ตามลำดับ โดยจะขอความร่วมมือจากกองทัพเรือ ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 30 เครื่อง ในคลองบางกอกน้อย 20 เครื่อง และคลองมหาสวัสดิ์ 10 เครื่อง เพื่อเร่งส่งน้ำจืดในคลองมหาสวัสดิ์ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงน้ำลง ซึ่งจะทำให้ความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาลดลง นอกจากนี้ อว.จะนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ จากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) มาช่วยหาค่าไอโซโทปของน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยได้สั่งการให้ สสน. ประสานงานกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) แล้ว
ด้านนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการ ทส. ได้สั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล นำน้ำใต้ดินช่วยเหลือประชาชนในเรื่องการอุปโภคบริโภคและการเกษตรอย่างเร่งด่วน ขณะนี้ได้เร่งช่วยเหลือประชาชนใน 36 จังหวัด ที่ประสบภัยแล้งอย่างหนัก อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน สุโขทัย ตาก บุรีรัมย์ สุรินทร์ สระแก้ว ปราจีนบุรี กาญจนบุรี ระยอง นครราชสีมา เป็นต้น ขณะนี้ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลทั้ง 12 เขตทั่วประเทศ เตรียมการเจาะบ่อบาดาลเพื่อกระจายน้ำช่วยประชาชนแล้ว นอกจากนี้ ได้เปิดจุดจ่ายน้ำถาวร จำนวน 136 จุด รถบรรทุกน้ำ จำนวน 79 คัน หน่วยนาคราช จำนวน 37 หน่วย รวมทั้งชุดเจาะบ่อบาดาล จำนวน 85 ชุด และชุดปรับปรุงคุณภาพน้ำเคลื่อนที่ จำนวน 18 ชุด ให้การช่วยเหลือประชาชนเร่งด่วนก่อน และในวันที่ 8 มกราคมนี้ จะเรียกประชุมผู้บริหาร เพื่อเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้ง
นายศักดิ์ดา กล่าวว่า ที่ห่วงอีกเรื่องคือ เกษตรยืนต้นที่จะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะสวนเงาะ สวนทุเรียน และสวนผลไม้ อาจจะยืนต้นตายเพราะขาดน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เปิดศูนย์เฉพาะกิจช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ภัยแล้งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 ปรากฎว่ามีประชาชนโทร.ขอรับความช่วยเหลือนับพันราย โดยเฉพาะเกษตรกรและชาวสวน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ มากที่สุด ดังนั้น จึงให้สำนักงานทรัพยากรน้ำบาดาลเร่งสำรวจพื้นที่เพื่อเจาะน้ำบาดาลช่วยเหลือเกษตรยืนต้นอย่างเร่งด่วน

