เหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปี 2554 ยังคงตรึงอยู่ในใจคนไทยร่วมชะตากรรม ทำให้เราเห็นพลังทำลายล้างของมวลน้ำมหาศาลที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวจากภาคเหนือโดยมีปลายทางอ่าวไทย
กวาดทุกสิ่งที่ขวางหน้าจมหายไปชั่วพริบตา
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดหลังผ่านพ้นภัยพิบัติครั้งนั้น คือการกลับมาให้ความสำคัญของแหล่งน้ำลำคลอง รวมถึงพื้นที่แก้มลิงทั้งหลาย หากมีอะไรมากีดขวางทางน้ำ ผลตามมาคือน้ำท่วม ที่ผู้ว่าฯ กทม. มักใช้คำว่า “รอการระบาย”
หนึ่งในสิ่งกีดขวางต้นตอของปัญหาคือ “ผักตบชวา”
พืชน้ำล้มลุกทนทานในทุกสภาพน้ำ มีเอกลักษณ์นอกจากดอกสีม่วงอ่อนคล้ายกล้วยไม้ ยังมีความสามารถในการแพร่พันธุ์รวดเร็ว
ผักตบชวาแม้เป็นประโยชน์ช่วยบำบัดให้น้ำเสียกลายเป็นน้ำดีได้ ในทางร้ายก็เป็นตัวกีดขวางทางระบายน้ำ ทำให้อัตราการไหลของน้ำช้าลง ส่งผลกระทบต่อการระบายน้ำ การส่งน้ำ และการคมนาคมทางน้ำ
มีการสำรวจพบว่า แหล่งน้ำที่มีวัชพืชหนาแน่น ปริมาณน้ำจะลดลง 4 เท่าของอัตราการระเหยปกติ ที่สำคัญเป็นเหตุให้น้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง
หน่วยงานหนึ่งที่เห็นความสำคัญของปัญหาที่ดูเหมือนจะเป็น “เรื่องเล็ก” คือ กรมชลประทาน
ปกติกรมชลฯกำจัดผักตบชวาโดยใช้เรือขนาดใหญ่ แต่เมื่อเป็นแหล่งน้ำขนาดเล็ก เรือใหญ่ไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ การใช้แรงงานคนก็กำจัดได้ในปริมาณจำกัด แต่ใช้งบประมาณจ้างงานสูง
เมื่อเป็นเช่นนั้น กรมชลฯจึงได้ต่อยอดงานวิจัยการกำจัดวัชพืช โดยพัฒนาเรือเก็บวัชพืชขนาดเล็กแทนแรงงานคนในคลองขนาดเล็ก โดยพัฒนารูปแบบร่วมกับกรมอู่ทหารเรือด้วยวัสดุไฟเบอร์กลาส ปีนี้ สามารถผลิตได้ 40 ลำ และตั้งเป้าจะผลิตเพิ่มอีก 115 ลำในปีหน้า
ประดับ กลัดเข็มเพชร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลฯ ให้รายละเอียดว่า แต่เดิมเรือกำจัดวัชพืชมีน้อย ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในราคาแพง แต่ไม่ตอบโจทย์กับการใช้ในคลองขนาดเล็ก เรือเก็บวัชพืชขนาดเล็ก (Mini-Aquatic Weed Harvester)ตอบโจทย์ได้มากกว่า โดยมี ดร.ปริญญา กมลสินธุ์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนา
หลักการทำงานของเรือเก็บวัชพืชขนาดเล็ก คือ ทำงานง่าย ขนย้ายสะดวก ราคาประหยัด
เรือประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 ตัวเรือเป็นแบบคาตามาราน (Catamaran) ลอยน้ำได้ด้วยโป๊ะทำด้วยไฟเบอร์กลาส ขนาดเรือกว้าง 1.7 เมตร ยาว 5.5 เมตร น้ำหนักเรือพร้อมเครื่องยนต์ประมาณ 500 กิโลกรัม น้ำหนักบรรทุกสูงสุด 700 กิโลกรัม ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 13 แรงม้า โดยใช้ใบพัดหางเสือขับน้ำให้เรือแล่น
ส่วนที่ 2 เครื่องเก็บวัชพืช ทำหน้าที่ทั้งผลักดันวัชพืชให้เคลื่อนไปยังจุดที่ต้องการตักเก็บ และการตักยกวัชพืชลอยขึ้นเหนือน้ำหรือยกเท ประกอบด้วยระบบรอกทุ่นแรง ดึง ยก หัวตัก มีลักษณะเป็นตะกร้าเก็บวัชพืช ใช้ Hand Winch ช่วยในการดึงสะลิงให้หัวตักที่ติดตั้งอยู่ด้านหน้าเรือขึ้นลง และตักเทวัชพืชได้ตามต้องการ หัวตักสร้างให้สามารถยื่นออกได้ไกลจากหัวเรือ 2.5 เมตร ยกวัชพืชเทได้สูง 2 เมตร
เรือทำงานโดยใช้ผู้ปฏิบัติงาน 3 คน ประกอบด้วย พนักงานขับเรือ 1 คน ผู้ควบคุมเครื่องตักเก็บวัชพืช 1 คน และคนช่วยถ่อเรือกันกระแทกกับฝั่งและช่วยดันเรือออกจากฝั่ง 1 คน
ทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า เรือนี้เป็นผลงานวิจัยที่สามารถต่อยอดนำไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำได้จริง ทั้งผักตบชวา จอกแหน และสาหร่ายชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ เมื่อก่อนการกำจัดใช้แรงงานคนและเรือเก็บแบบเดิมซึ่งมีขนาดใหญ่ ไม่สะดวกในการใช้งานในแหล่งน้ำขนาดเล็กและแคบ เรือเก็บวัชพืชขนาดเล็กจึงลดข้อจำกัดนี้ลงไป และถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการร่วมมือกันของหน่วยงานต่างๆ ได้ต่อยอดต่อไป
“กรมชลประทานมีคลองความยาวทั้งประเทศรวมกว่า 35,700 กิโลเมตรที่ต้องดูแล การใช้แรงงานคนทำให้งานค่อนข้างช้าและมีข้อจำกัด หากใช้สารเคมีก็ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมและประชาชน การกำจัดวัชพืชด้วยเครื่องจักรจึงตอบโจทย์ที่สุด ทว่าของเดิมที่หน้าตาคล้ายรถแบ๊กโฮลอยน้ำ มีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก ราคาแพง และค่าใช้จ่ายในการขนย้ายสูง เข้าทำงานในคลองเล็กๆ ก็ไม่ได้ สำหรับเรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็กนี้ กรมชลประทานเริ่มวิจัยตั้งแต่ปี 2553 กระทั่งปี 2557 จึงสามารถผลิตเรือต้นแบบได้ 10 ลำ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในคลองขนาดเล็ก ความกว้างไม่เกิน 10 เมตร กำจัดผักตบชวาได้ 58 ตันต่อวัน ในระยะทางขนย้าย 20-30 เมตร ค่าใช้จ่ายประมาณ 26.8 บาทต่อตัน ขณะที่การใช้แรงงานคนนั้นมีต้นทุนตันละ 39.15 บาท โดยเรือเก็บวัชพืชขนาดเล็กมีต้นทุนลำละ 3.5 แสนบาท เมื่อนำมาใช้แทนแรงงานคนและเครื่องเก็บขนาดใหญ่ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ สามารถประหยัดงบไปได้ถึง 4 เท่าตัว” รองอธิบดีกรมชลฯกล่าวทิ้งท้าย
หลังจากนี้คำว่า “ฝนตกเท่ากับน้ำท่วม” คงทุเลาเบาบางลง

