เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 23 มิถุนายน ที่วัดพระธรรมกาย ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พระมหานพพร ปุญญชโย ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์ของวัดพระธรรมกาย และเจ้าหน้าที่วัด นำสื่อมวลชนจากทุกสำนักตรวจเยี่ยมบริเวณอุโบสถวัดพระธรรมกายนับเป็นครั้งแรกที่วัดเปิดให้เข้าไปถึงเขตสังฆาวาส หลังมีกระแสข่าวซุกซ่อนอาวุธและสิ่งผิดกฎหมาย โดยอุโบสถวัดพระธรรมกายอยู่ใกล้กุฏิดาวดึงส์ ซึ่งเป็นที่พักรักษาอาการอาพาธของพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ขณะที่บรรยากาศภายในวัดพระธรรมกายยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีคณะศิษยานุศิษย์มาปฏิบัติธรรมกันตามปกติ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ป้องกันผู้ไม่หวังดีเข้าสร้างสถานการณ์
นายองอาจกล่าวว่า หลังมีกระแสข่าวว่าวัดพระธรรมกายมีสิ่งผิดกฎหมายและอุปกรณ์เพื่อใช้ก่อเหตุความรุนแรงมาซุกซ่อนใต้อุโบสถของวัดพระธรรมกาย เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าวัดไม่ได้กระทำการใดๆ ตามที่มีกระแสข่าว จึงเปิดให้ผู้สื่อข่าวจากสำนักต่างๆ เข้าไปชมใต้โบสถ์ โดยคณะศิษยานุศิษย์เชื่อมั่นว่าพระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนีเป็นผู้บริสุทธิ์ ด้วยเหตุผล หากเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฟอกเงินและรับของโจรตามข้อกล่าวหา ต้องรู้ว่าเมื่อนำเงินออกจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นโดยมิชอบกว่าหมื่นล้านบาท สหกรณ์จะต้องล้ม เกิดเป็นคดีความแน่นอน ดังนั้นผู้ร่วมกระทำความผิดจะต้องปกปิด ซ่อนเร้นเส้นทางการเงินไม่ให้ความผิดมาถึงตัว แต่พระเทพญาณมหามุนีรับบริจาคเปิดเผยท่ามกลางประชาชนเรือนหมื่นเรือนแสน และรับบริจาคเป็นเช็คสหกรณ์ฯ ตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ ถ้าเป็นผู้ร่วมกระทำผิดจะไม่มีใครรับเงินมาด้วยวิธีการโง่ๆ อย่างนี้แน่นอน
“พฤติกรรมจริงที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นเครื่องแสดงว่าพระเทพญาณมหามุนีรับบริจาคมาโดยเปิดเผย สุจริต และเงินที่ได้รับบริจาคมาทั้งหมดไม่ได้นำไปใช้ส่วนตัวเลยแม้แต่บาทเดียว และไม่มีการผ่องถ่ายคืนให้นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ จึงไม่ใช่การฟอกเงิน สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ เนื่องจากไม่เคยเบิกถอนเป็นเงินสด แต่โอนผ่านบัญชีไปให้วัดและมูลนิธิ เพื่อก่อสร้างศาสนสถานอันเป็นประโยชน์สาธารณะตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้ว สิ่งนี้แสดงเจตนาสุจริต” นายองอาจกล่าว
นายองอาจกล่าวอีกว่า พระเทพญาณมหามุนีบวชมาแล้ว 47 พรรษา ปฏิบัติธรรมทำความดีมาตลอดชีวิต สร้างพระ สร้างวัด มีผลงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนามากมาย จึงมีศิษยานุศิษย์ศรัทธาในตัวท่านจำนวนมาก บริจาคปัจจัยเป็นการส่วนตัวแก่พระเทพญาณมหามุนีรวมกว่าหมื่นล้านบาท ท่านสามารถเบิกใช้ได้ตามประสงค์ แต่ท่านไม่เคยถอนเงินสดออกมาใช้จ่ายส่วนตัวเลยแม้แต่บาทเดียว ปัจจัยทั้งหมดได้โอนผ่านบัญชีบริจาคแก่วัดและมูลนิธิ เพื่อประโยชน์สาธารณะทั้งสิ้น ท่านจะทำความผิดฐานฟอกเงินและรับของโจรทำไมกับเงินกว่า 300 ล้านบาท นอกจากนี้ท่านสร้างศาสนสถานเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา และประเทศชาติ รวมมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท สร้างพระภิกษุผู้ตั้งใจบวชอุทิศชีวิต 4,000 รูป สร้างอุบาสก อุบาสิกา ญาติโยมผู้มีศรัทธาอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาหลายล้านคน ถ้าท่านไม่ดีจริง พระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกาในวัดไม่มีทางอุทิศชีวิตตนเพื่อพระพุทธศาสนาตามคำสอนของท่าน
“ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั้งมวลจึงมั่นใจในความบริสุทธิ์ของพระเทพญาณมหามุนี และขอวิงวอนต่อสื่อมวลชน สังคม และกระบวนการยุติธรรม โปรดให้ความเป็นธรรมกับพระภิกษุชราอายุกว่า 72 ปี ที่ทำความดีมาทั้งชีวิต และกำลังอาพาธหนัก อย่ารังแกท่านหรืออย่าเร่งรัดกระบวนการจนเกิดเป็นความรู้สึกว่าอาจกำลังหาทางกลั่นแกล้ง อาจเป็นการดำเนินคดีแบบมีใบสั่ง ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ต้องหาคดีกบฏ ซึ่งร้ายแรงยิ่งกว่า แต่ไม่เห็นทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เร่งรัดดำเนินคดีแต่ประการใด” นายองอาจกล่าว

