ทส.รับมอบเครื่องสูบน้ำบาดาล 15 เครื่องแก้แล้ง เร่งขุดบ่อช่วยช้างในอุทยานฯ

7.01.20 | 15:13 น.

ทส.รับมอบเครื่องสูบน้ำบาดาล 15 เครื่องแก้แล้ง เร่งขุดบ่อบาดาลช่วยช้างในอุทยานฯ พร้อมช่วยชาวบ้านตามเกาะ แก่ง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเผย กทม.-ปริมณฑล ใช้น้ำบาดาลได้วันละ 9 แสน ลบ.ม.- 1.25 ล้าน ลบ.ม.

เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ และนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล รับมอบเครื่องสูบน้ำแบบจุ่มใต้น้ำ (Submersible Puump) จากบริษัท ทีทีซี เพาเวอร์ทูลส์ จำกัด จำนวน 15 เครื่อง ขนาด 1 แรงม้า 5 เครื่อง ขนาด 1.5 แรงม้า จำนวน 5 เครื่อง และขนาด 2 แรงม้า จำนวน 5 เครื่อง เพื่อส่งต่อให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชน โดยนายจตุพรกล่าวว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส.ได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเป็นพระเอกในการแก้ปัญหาภัยแล้งทั่วประเทศด้วยการขุดเจาะบ่อบาดาล บรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน และให้กรมทรัพยากรน้ำรับผิดชอบน้ำให้กับชาวสวนที่กำลังประสบปัญหาไม้ผลกำลังออกผลิต โดยเฉพาะในภาคตะวันออก นอกจากนี้ ทส.ยังตั้งศูนย์ประสานงานแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยมีตนเป็นประธานศูนย์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการแก้ปัญหาผ่าน ผอ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ

ปลัด ทส.กล่าวต่อว่า ปัญหาภัยแล้งปีนี้ค่อนข้างรุนแรง ในส่วนของพื้นที่ที่เป็นเกาะแก่ง ได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเรื่องน้ำอุปโภคและบริโภค ที่สำคัญ ในพื้นที่อุทยานโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีช้างป่าจำนวนมากให้มีการขุดบ่อน้ำเพิ่มคู่กับการเจาะบ่อบาดาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับสัตว์ป่า ขณะนี้ได้มีการขุดบ่อที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จ.ฉะเชิงเทรา ในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด และจะขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ เนื่องจากช่วงนี้นอกจากประสบปัญหาภัยแล้งแล้วยังจะมีไฟป่าเกิดขึ้นด้วย

ด้านนายศักดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวว่า ปริมาณน้ำบาดาลในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังมีปริมาณเพียงพอเพราะอยู่ในการควบคุมการใช้ เนื่องจากที่ผ่านมาในบางพื้นที่ประสบปัญหาดินทรุดเพราะในอดีตมีปริมาณการใช้น้ำบาดาลมากถึงประมาณวันละ 2.2 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่ปัจจุบันมีการควบคุมการใช้น้ำบาดาลอยู่ประมาณวันละ 1 แสน ลบ.ม. ดังนั้น ในภาพรวมพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลจะสามารถใช้น้ำบาดาลได้ประมาณวันละ 9 แสน ลบ.ม.หรือสูงสุดที่ 1.25 ล้าน ลบ.ม./วัน  ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อพื้นดินหรือทำให้ดินทรุดและปริมาณน้ำบาดาลจะเป็นน้ำสำรองให้กับส่วนราชการอื่นๆ ที่จะสามารถนำน้ำไปใช้ประโยชน์ให้แก่ประชาชนได้ ขณะนี้น้ำผิวดินมีน้อยลง ส่วนน้ำบาดาลยังเป็นน้ำที่มีคุณภาพ สะอาด ถ้าหากไม่นำขึ้นมาใช้น้ำบาดาลก็จะไหลลงสู่ทะเลไป

Advertisement

อธิบดีกรมน้ำบาดาลกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เราควรหาแหล่งน้ำสำรองด้วยวิธีอาร์บีเอฟ หรือการเจาะบ่อบาดาลใกล้กับแม่น้ำในระยะ 1-2 กม.ขึ้นไป โดยขุดเป็นบ่อขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-4 เมตร ขุดลึก 20-25 เมตร ขึ้นไปบริเวณก้นบ่อ จะมีการขุดแบบแนวนอน ความลึกของบ่อขึ้นอยู่กับความต้องการน้ำที่ต้องการ น้ำจะไหลเข้าบ่อขนาดใหญ่ผ่านบ่อบาดาลแนวนอน น้ำที่ได้มานั้นจะเป็นน้ำผสมระหว่างน้ำผิวดินที่ผ่านการกรองจากชั้นกรวดหินดินทรายและน้ำบาดาล ส่วนปริมาณของน้ำที่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำในแม่น้ำหลัก หากน้ำในแม่น้ำไม่แห้งก็จะมีน้ำใช้เรื่อยๆ โดยเฉพาะริมแม่น้ำแม่กลอง ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน ช่วงตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ถึงชัยนาท เป็นพื้นที่กรวดทราย และมีปริมาณน้ำจำนวนมาก