‘บิ๊กต๊อก’ชี้ 2 ปี จับยาเพิ่มทะลวงแหล่งผลิต-เครือข่ายใช้ยาชงเลิกโทษอาญาผู้เสพ

24.06.16 | 20:56 น.

บิ๊กต๊อก ชี้ ช่วง 2 ปี จับยาเพิ่มขึ้น เน้นทะลวงถึงแหล่งผลิต-กลุ่มเครือข่ายผู้ใช้ยา เสนอเลิกโทษอาญากับผู้เสพเน้นบำบัดฟื้นฟู

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 มิถุนายน ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณบุคคลและองค์กรที่มีผลงานยอดเยี่ยมและดีเด่นในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ประจำปี 2559 เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 26 มิ.ย.นี้ โดยมีผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย พล.อ.นิวัตร มีนะโยธิน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายณรงค์ รัตนานุกูล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บุคคลและองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนที่ได้รับโล่ดังกล่าว เข้าร่วมพิธีกว่า 500 คน

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวบนเวทีว่า การจัดงานในครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ เป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก ซึ่งแสดงว่าโลกมองเห็นว่ายาเสพติดเป็นภัยต่อสังคม โดยในปีนี้เรามีผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด 4 คน และมีผู้บาดเจ็บอีก 30 กว่าคน หากเราพูดถึงระบบการทำงานเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด เรามีทั้งเรื่องการปราบปราม ป้องกัน และการบำบัดและฟื้นฟูแก่ผู้เสพยาเสพติด ตนขอเรียนว่าผลการจับกุมของเราในช่วงที่ผ่านมามีเพิ่มขึ้น และเป็นการทำงานร่วมกันกับต่างประเทศในพื้นที่โดยรอบแหล่งผลิตยาเสพติดอย่างสามเหลี่ยมทองคำ อีกทั้ง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การปราบปรามยาเสพติดมีความเข้มข้นขึ้น และสามารถดึงประเทศในลุ่มน้ำโขงมาร่วมงานกับเราได้ด้วย ซึ่งเรามุ่งเน้นการปราบปรามยังแหล่งผลิต

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับการบำบัดและการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด เรากำลังพัฒนาเจ้าหน้าที่ให้มีการทำงานและความรู้ ความเข้าใจให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ยาเสพติด ฉบับใหม่ อีกทั้งจะมอบให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นกระทรวงหลักและเป็นเอกภาพในการดูแลเรื่องการบำบัดฟื้นฟู ซึ่งขณะนี้สังคมโลกที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดมีแนวคิด และบางประเทศก็ได้เริ่มทำแล้ว เกี่ยวกับการรักษาผู้ติดยาเสพติด ซึ่งเมื่อพูดถึงผู้ป่วยต้องนึกถึงหมอ ไม่ใช่กระทรวงยุติธรรม โดยเรื่องนี้ตนได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้ว เมื่อเรามองคนเสพยาเสพติดเป็นคนป่วย ดังนั้น จึงต้องอยู่ใกล้หมอ ซึ่งเป็นแนวคิดที่กำลังจะเกิดขึ้นและเราต้องร่วมมือกัน

201606241627362-20041019190115

Advertisement

รมว.ยุติธรรม กล่าวอีกว่า ในส่วนของการป้องกัน คือเราจะต้องไม่ทำให้ความต้องการยาเสพติดมีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งอยากให้พูดถึงในกลุ่มเยาวชนทั้งในและนอกสถานศึกษา โดยเยาวชนที่อยู่ในสถานศึกษานั้น ตนมองว่าการควบคุมหรือป้องกันไม่ให้เยาวชนไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดน่าจะสามารถทำได้ง่ายกว่าเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกสถานศึกษา ทั้งนี้ เราจะได้เห็นได้จากสถิติเด็กและเยาวชนที่อยู่ในสถานพินิจทั่วประเทศ ร้อยละ 70 เป็นเด็กและเยาวชนนอกสถานศึกษา อีกทั้งการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอื่นๆได้อีกด้วย นอกเหนือจากประเด็นยาเสพติดแล้ว และอีกกลุ่มที่ตนเป็นห่วงคือกลุ่มแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานที่อยู่ในกลุ่ม SME เนื่องจากมีจำนวนมากกว่ากลุ่มแรงงานที่อยู่ในโรงงานขนาดใหญ่ โดยพบว่าแรงงานในกลุ่ม SME มีประมาณ 14 ล้านคน ส่วนแรงงานในโรงงานขนาดใหญ่มีเพียง 2 ล้านคนเท่านั้น จึงเป็นโจทย์ที่เราจะต้องนำระบบป้องกันเข้าไปดูแลตรงนี้ด้วย

“นอกจากนี้ เรายังมุ่งเน้นไปที่ชุมชนหมู่บ้านด้วย เมื่อเราทำงานไประยะหนึ่งแล้ว มันจะต้องมีการแบ่งกลุ่ม แบ่งงานให้ชัด เพื่อให้เกิดความสำเร็จ แต่ความสำเร็จของผมนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่มียาเสพติด แต่ให้มันเบาจนไม่เกิดปัญหา หลายชุมชนที่เราไปทำมีการเดินยากันน้อยลงหรือบางพื้นที่แทบจะไม่มีแล้ว ซึ่งผมจะต้องทำให้มันลดความรุนแรงลงให้ได้ แต่จะทำให้หมดไปนั้นมันยาก เพราะโลกนี้ไม่มีทางที่จะปราบปรามยาเสพติดหมดไปได้ แต่ต้องทำให้มันไม่ใช่ปัญหา จึงต้องมุ่งไปที่ชุมชน ผมมั่นใจว่าระบบการปราบปรามของเราเดินหน้าไปไกลแล้ว ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา” รมว.ยุติธรรม กล่าว

พล.อ.ไพบูลย์ ยังกล่าวถึงกรณีกระแสต่อต้านการปรับเมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า ว่า ตนได้ยืนยันในการประชุม UNGASS 2016 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ว่า ประเทศไทยไม่เห็นด้วยที่จะทำให้ยาเสพติดเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตนอยากให้ประชาชนทราบว่าวันนี้ทุกประเทศเกินกว่าครึ่งที่พยายามจะเดินไปในลักษณะของการให้ยาเสพติดเป็นเรื่องถูกกฎหมาย แต่ประเทศเราเองและอีกหลายประเทศได้รวมกลุ่มกันเพื่อไม่ให้สหประชาชาติประกาศให้ยาเสพติดเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงอยากให้เข้าใจตามนี้ ดังนั้น เราพูดถึงเมทหรือเมทแอมเฟนตามีนก็ตาม ในกฎหมายที่เขียนขึ้นมาไม่ว่าจะอยู่ในประเภทใดก็ตาม มันคือสิ่งที่เราเรียกว่ายาเสพติดซึ่งต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน ผู้ที่ครอบครองยาเสพติดคือผู้ที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น แต่เรากำลังจะพูดถึงเรื่องที่การให้เมทแอมเฟตามีน ที่อยู่ในประเภท 1 หรือ 2 มันเอื้อต่อคนที่เข้ามาเสพแล้วป่วยหรือไม่ ซึ่งมันก็ไม่เอื้อ และมันก็ไม่เอื้อต่อมาตรการลงโทษที่เหมาะสมกับพฤติกรรม ไม่ใช่ว่าท่านครอบครองเมทแอมเฟตามีน เพียงเม็ดครึ่งแล้วติดคุกตลอดชีวิต ซึ่งไม่เป็นธรรมกับลักษณะของการเสพ

“เป็นสิ่งที่เราพยายามจะอธิบายให้สังคมเข้าใจ แต่พวกคุณไปเขียนกันว่าพล.อ.ไพบูลย์จะถอดยาบ้าให้ถูกต้องตามกฎหมาย ผมไม่เคยถอดยาบ้า ผมเป็นคนที่ไปรณรงค์กับสหประชาชาติว่า ผมไม่เห็นด้วยและประเทศไทยไม่ยอมให้ยาเสพติดเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายเด็ดขาด ผมไม่ยอมเรื่องนี้ แต่มันกำลังเป็นอุปสรรคในเรื่องขอการทำการบำบัด เสพคือผู้ป่วยหรือการที่ใช้บทลงโทษอันเกินกว่าเหตุของพฤติกรรมในการครอบครองในการใช้ยาบ้า นั่นคือสิ่งที่สังคมต้องการ” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวและว่า ตนกำลังอธิบายว่า หากเรารู้ว่าญาติของเรา ครอบครัวของเราแค่เสพ และโดนจับเหมือนเป็นผู้ค้าและติดคุกไป 10-20 ปี ท่านจะเห็นอนาคตของคนกลุ่มนี้หรือไม่ว่าจะเป็นอะไร วันนี้กฎหมายมันไปลักษณะนี้มากกว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวีระพันธ์ งามมี ได้นำเครือข่ายคนทำงานด้านการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด (12D) และเครือข่ายผู้ใช้ยาประเทศไทย มูลนิธิรักษ์ไทย ประมาณ 30 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เพื่อเป็นการสนับสนุนและข้อเสนอในการเปลี่ยนแปลงนโยบายในการดูแลผู้เสพยาเสพติดที่ให้ความสำคัญในเรื่องสาธารณสุขและสิทธิมนุษยชน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใต้แนวคิดให้เป็นรูปธรรม โดยมีพล.อ.นิวัตร และนายณรงค์ เป็นตัวแทนในการรับเรื่องดังกล่าว

นายวีระพันธ์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมการประชุม UNGASS 2016 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อทบทวนความก้าวหน้าความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งผลการประชุมในครั้งนี้ได้คำนึงถึงโลกแห่งความจริงตลอดจนพลวัตของยาเสพติดโลก โดยไม่ปรากฎคำว่า “โลกที่ปราศจากยาเสพติด” อีกต่อไป แต่เป็นคำใหม่คือ “สังคมที่ปราศจากการใช้ยาเสพติดในทางที่ผิด” แทน พร้อมมีหลายมาตรการเพื่อสนับสนุนพันธสัญญาร่วมดังกล่าว เช่น 1.ประเด็นยาเสพติดและสุขภาพ และ 2.ประเด็นที่มีความคาบเกี่ยวระหว่างยาเสพติดและสิทธิมนุษยชน ดังนั้น ทางเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ทำงานในประเด็นยาเสพติด ขอให้กำลังใจและสนับสนุนแนวทางในการเปลี่ยนแปลงยาเสพติดนโยบายการให้การดูแลผู้ป่วยผู้เสพยาเสพติด พร้อมทั้งมีข้อเสนอให้พล.อ.ไพบูลย์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ศอ.ปส.) เพื่อพิจารณา

นายวีระพันธ์ กล่าวต่อว่า 1.การยังคงกำหนดให้ผู้เสพยาเสพติดมีความผิดทางอาญาและมีโทษถึงจำคุกนั้น กลายเป็นอุปสรรคที่ฉุดรั้งการพัฒนาระบบการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดและนำไปสู่การบังคับบำบัดและบังคับสมัครใจบำบัด ซึ่งขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน และไม่สามารถทำให้คนเหล่านี้หยุดใช้ยาได้ จึงขอให้ยกเลิกโทษทางอาญากับผู้เสพยาเสพติด ผู้ครอบครองเพื่อเสพยาเสพติด ทั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อให้เกิดการเสพยาเสพติดอย่างเสรี แต่ให้พิจารณาใช้มาตรการทางเลือกอื่น และการพัฒนาระบบการบำบัดรักษาที่อยู่บนพื้นฐานของการสาธารณสุขและสิทธิมนุษยชน 2.มาตรการลดอันตรายจากการใช้ยา ได้รับการพิสูจน์และยอมรับว่าเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการลดผลกระทบจากการใช้สารเสพติด จึงขอให้พิจารณาประกาศนโยบายให้มีการนำมาตรการด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดมาใช้ในการให้การดูแลและลดผลกระทบจากการใช้สารเสพติดในทันที ซึ่งมาตรการดังกล่าว เคยมีการประกาศใช้ในพื้นที่ 19 จังหวัดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2556 แต่นโยบายหมดอายุเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2558 และ 3.เพื่อให้การดำเนินงานและการพัฒนากระบวนการบำบัดรักษาและการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดสามารถขับเคลื่อนได้ จึงขอให้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานระดับชาติเพื่อทบทวน พัฒนาแนวทางในการบำบัดรักษา ฟื้นฟูและการดำเนินงานด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด ทั้งนี้ ขอให้มีสัดส่วนที่มาจากภาคประชาชนและตัวแทนของผู้ใช้ยาเข้าร่วมคณะทำงานดังกล่าวในสัดส่วนที่เหมาะสมด้วย