ชงถอน40ตำรับยาปฏิชีวนะ กพย.ชี้อันตรายก่อเชื้อดื้อยา

25.06.16 | 13:15 น.
ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีเตรียมยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพิกถอนทะเบียนยาปฏิชีวนะหรือยาต้านแบคทีเรีย มากกว่า 40 สูตรตำรับยา ที่เป็นตัวก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา ว่ากำลังประสานเพื่อยื่นหนังสือต่อ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการ สธ. โดยรวมที่จำเป็นต้องเพิกถอนมีประมาณ 40-50 สูตร หรือประมาณ 100 ทะเบียนยา แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม คือ 1.สูตรตำรับไม่เหมาะสม (ไม่มีประสิทธิผล ไม่ปลอดภัย ไม่มีที่ใช้ในทางวิชาการในปัจจุบัน ยาที่มีการถอนทะเบียนตำรับยาในต่างประเทศแล้วจากเหตุไม่ปลอดภัยหรือไม่มีประสิทธิภาพ) 2.รูปแบบยาไม่เหมาะสม ยาไม่คงตัว ก่อให้เกิดการเข้าใจผิด เกิดการใช้ยาอย่างไม่ถูกต้อง หรือก่อให้เกิดการดื้อยา เช่น ยาอมผสมยาปฏิชีวนะ ยาผงบรรจุในซองกระดาษ ยาเคลือบน้ำตาลบางชนิดที่ทำให้ยาไม่คงตัวหรือไม่ละลายออกมา

“3.บรรจุภัณฑ์ไม่เหมาะสม เสี่ยงต่อความเข้าใจผิด หรือเกิดความเสี่ยงในการใช้ เช่น ยาปฏิชีวนะผงในซองกระดาษ 4.ยาที่มีรูปคล้าย-เสียงพ้อง (Look-Alike, Sound-Alike (LASA), Look Twin Sound Twin (LTST) และ 5.ข้อมูลของยาที่อนุญาตไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม เช่น ข้อบ่งใช้ คำเตือน อาการไม่พึงประสงค์ ขนาดยา ระยะเวลาการใช้ยา” ภญ.นิยดากล่าว

ภญ.นิยดากล่าวว่า หลายคนบอกว่าการออกมาขอให้เพิกถอนสูตรยาต่างๆ นั้น ต้องมีงานวิจัยรองรับ ในความเป็นจริงข้อมูลวิชาการชัดเจนว่า การใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่าง ยาอมที่ผสมยาปฏิชีวนะ แม้อมเพียงเล็กน้อยก็มีโอกาสเชื้อดื้อยาได้ ปัญหาคือเราเตือนกันมานาน แต่ไม่เป็นผล เคยเข้าพบ อย.และพูดในคณะกรรมการยา รวมทั้งจัดประชุมวิชาการเตือนภัยต่างๆ แต่เรื่องไม่คืบหน้า จึงมองว่าหนทางเดียว คือ ต้องขอเข้าพบ นพ.ปิยะสกล เพื่อเปิดเผยข้อมูลและข้อเท็จจริง เนื่องจากการดื้อยาจะส่งผลกรณียาบางตัวเมื่อดื้อแล้วจะไม่มียาชนิดอื่นรักษาได้อีก และบางตัวยังก่อพิษได้ด้วย อย่างกรณีที่ทำให้เชื้อแบคทีเรียในลำไส้ดื้อยา เป็นต้น

ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า โดยหลักการการเพิกถอนทะเบียนยา จะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการยาก่อน การจะนำตำรับยาชนิดใดก็ตามเข้าสู่การพิจารณาจะมี 2 สาเหตุ คือ 1.เป็นยาที่ใช้แล้วไม่เกิดสรรพคุณจริง และ 2.ไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ยา กรณีหากเป็นยาไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคก็ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาโดยคณะอนุกรรมการทบทวนทะเบียนตำรับยา

“กรณีเชื้อดื้อยามีข้อเสนอมาและทาง อย.ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยคณะอนุกรรมการทบทวนทะเบียนตำรับยาพิจารณาแล้ว และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้อยู่ในช่วงประมวลความคิดเห็น” ภก.ประพนธ์กล่าวและว่า กรณีเชื้อดื้อยา กลุ่มยาที่คิดว่าทำให้เชื้อดื้อยานั้น หากจะต้องแก้ไขกฎระเบียบ อาจทำในลักษณะเดิมเป็นกลุ่มยาสามัญประจำบ้าน อาจยกระดับเป็นยาอันตรายที่ต้องขายในร้านขายยา แต่กรณีที่เป็นยาอันตรายอยู่แล้ว หากต้องยกระดับอีก จะต้องยกเป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์ก่อน ส่วนกรณีดังกล่าวต้องอยู่ที่การพิจารณาซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะออกมารูปแบบใด

Advertisement