สัปดาห์ที่แล้วมี 2 ปฏิบัติการสะท้านขวัญเกิดขึ้นติดต่อกัน
หนึ่ง ยิงรถยนต์นั่ง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตผู้บัญชาการตรวจคนเข้าเมือง กับอีกหนึ่ง มีไอ้เหี้ยมบุกปล้นร้านทองในห้างสรรพสินค้าที่เมืองลพบุรี ใช้ปืนเก็บเสียงยิงเด็ก ยิงผู้หญิงและ รปภ.เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บสาหัสอีก 4
“ยิงรถบิ๊กโจ๊ก” เหตุเกิดขึ้นในท้องที่ สน.บางรัก กลางใจของใจกลางเมืองหลวง
ดูจากร่องรอยกระสุน 6-7 นัดที่เจาะประตูคนนั่งเบาะหลังฝั่งซ้ายมือพลขับ ชวนให้คิดว่า ฝีมือการยิงไม่ธรรมดา
แต่ก็ให้สงสัยว่า ทำไมแนววิถีกระสุนเกาะกลุ่มที่ตำแหน่ง “หัวเข่า” ไม่ใช่ “หัวสมอง” !
ยิ่งงุนงงเมื่อ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หรือบิ๊กโจ๊ก อดีตเด็กสร้างที่เคยอยู่ใต้บังคับบัญชา “บิ๊กแป๊ะ” ถึงกับเรียกร้องว่า “ถ้าผมเป็น ผบ.ตร.และจับคนร้ายไม่ได้ก็ต้องออกมารับผิดชอบ”
เทียบกับปฏิบัติการสะท้านขวัญที่คนร้ายบุกปล้นร้านทองที่ลพบุรีแล้วใช้อาวุธปืนติดกล้องเก็บเสียงยิงผู้คนเสียชีวิตมากมายหลายศพช่างอุกอาจ โหดเหี้ยม ไร้ความปรานี แต่ทำไมไม่มี “นายตำรวจใหญ่” คนไหน
สักรายที่จะร้อนใจถึงกับออกมาพูดว่า “ถ้าจับคนร้ายไม่ได้ ผบ.ตร.ต้องรับผิดชอบ”
ใช้อะไรชั่งน้ำหนักความเข้มข้นของอาชญากรรมที่เกิดขึ้น
ระหว่างปฏิบัติการยิงรถยนต์นั่งของอดีตนายตำรวจผู้ทรงอิทธิพล ที่ย้ายสังกัดไปเป็นข้าราชการพลเรือนแล้ว กับ ปฏิบัติการปล้นร้านทอง ใช้ปืนเก็บเสียงยิงเด็กอายุ 2 ขวบ ยิงผู้หญิง ยิง รปภ.ตาย 3 ศพ และบาดเจ็บสาหัสอีก 4 คน
ปฏิบัติการใดชั่วช้า น่าไล่ล่ามากกว่ากัน !
แน่นอนว่า การก่ออาชญากรรมทุกชนิดเป็นความผิดต่อรัฐ เป็นภัยคุกคามความสงบเรียบร้อยในการดำเนินชีวิตสุจริตชน แต่การยิงรถยนต์อดีตตำรวจคนหนึ่ง ไม่น่าจะสำคัญยิ่งกว่าการประทุษร้ายชีวิตและทรัพย์สินชาวบ้าน
แต่เหตุใดเล่า “บิ๊กโจ๊ก” ซึ่งถูกย้ายขาดจากราชการตำรวจไปเป็นข้าราชการพลเรือนแล้วจึงกล้าออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบจาก “ผบ.ตร.”
วงการตำรวจยอกย้อนนัก
การเมืองในวงการตำรวจมักเป็น “ปัจจัย” สำคัญยิ่งกว่าผลของการทำงาน
สำคัญยิ่งกว่าปลอดภัยต่อชีวิตทรัพย์สินประชาชนและบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม
ไม่ค่อยจะได้ยินใครออกมาเรียกร้องให้ ผบ.ตร.หรือผู้นำหน่วยตำรวจแสดงความรับผิดชอบต่อภัยคุกคามจากอาชญากรรม !?!

