อธิบดี คพ.สรุปสถานการณ์ “ฝุ่นพิษ” คาดสัปดาห์นี้ยังคงมีผลกระทบแต่ระดับปานกลาง

13.01.20 | 09:55 น.

เมื่อวันที่ 13 มกราคม นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยรายงานสรุปสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5  ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาและแนวโน้มในสัปดาห์นี้ ว่า ในพื้นที่สถานการณ์ PM 2.5 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีค่าสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พบเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ จนถึงในวันที่ 10 มกราคม PM2.5 มีค่าอยู่ในระดับสีแดง หรือมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และ จ.สมุทรสาคร ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการทาง ทวิตเตอร์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะให้ควบคุมการปล่อยมลพิษจากรถยนต์และยานพาหนะทุกประเภท ต่อมาวันที่ 12 มกราคม ฝุ่นละอองมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากปริมาณยานพาหนะที่ลดลงในช่วงสุดสัปดาห์ และสภาพอากาศที่มีลักษณะเปิดมากขึ้น ประกอบกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมขนส่งทางบก กรมทางหลวง กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมโรงงานอุตสาหกรรม จังหวัดในเขตปริมณฑล ได้ดำเนินการตามบัญชานายกฯ ในการเร่งควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นต่างๆ ในความรับผิดชอบอย่างเข้มงวด

นายประลอง กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์ PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ในภาคเหนือ 9 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม มีค่าเกินมาตรฐานในหลายจังหวัด ยกเว้น จ.เชียงราย จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.น่าน จากข้อมูลพบว่า ค่าสูงสุดอยู่ที่ 89 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) เมื่อวันที่ 12 มกราคม ที่ จ.แพร่ ทั้งนี้ เนื่องจากหลายพื้นที่ได้ดำเนินมาตรการจัดการเชื้อเพลิงล่วงหน้าก่อนถึงช่วงเวลาห้ามเผา สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน เนื่องจากเชื้อเพลิงบางส่วนได้ถูกจัดการไปแล้ว และในพื้นที่ได้รับอิทธิพลจากความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีน และมีลมทำให้การกระจายตัวของฝุ่นดีมากขึ้น

“สาเหตุของฝุ่นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นเกิดจาก 1.สภาพอุตุนิยมวิทยา ความกดอากาศสูงที่แผ่มาปกคลุม อากาศปิด อากาศลอยตัวไม่ได้ ลมสงบ ฝุ่นไม่กระจายตัว จะทำให้ค่าฝุ่นสะสมเพิ่มมากขึ้น 2.การจราจร กลับสู่สภาะทำงานปกติ ประชาชนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทั้งหมด ทำให้ปริมาณรถมาก การจราจรหนาแน่นโดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน ทำให้ปริมาณฝุ่นสะสมในพื้นที่มาก 3.การเผาในพื้นที่ โดยเห็นจากจำนวนจุดความร้อนที่กระจายตัวในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบกับลมมีการเปลี่ยนทิศทาง พัดฝุ่นละอองจากนอกพื้นที่เข้ามาเพิ่มเติมใน 9 จังหวัดภาคเหนือเป็นช่วงๆ ประกอบกับสภาวะอากาศที่มีลมสงบ ความเร็วลมต่ำ ในช่วงหัวค่ำถึงเช้ามืด ส่งผลให้ฝุ่นละอองจากการเผาในพื้นที่มีการสะสมตัว” นายประลอง กล่าว

อธิบดี คพ. กล่าวอีกว่า ในส่วนของการดำเนินการนั้น 1.คพ.ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขอให้เข้มงวดในมาตรการที่ได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ตามบัญชานายกฯ ที่ให้ทุกหน่วยงานเร่งรัด อย่างเข้มงวด 2.หน่วยงานต่างๆ เช่น กรมขนส่งทางบก กรมทางหลวง บก.จร. กทม. ขสมก. กระทรวงเกษตรฯ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งเข้มงวดและตรวจวัดควันดำ เข้มงวดการห้ามรถบรรทุกเข้าเขตกรุงเทพฯ ตามช่วงเวลาที่กำหนด เข้มงวดตรวจจับควันดำรถบรรทุกขนาดใหญ่และรถโดยสาร ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าหลีกเลี่ยงการนำรถบรรทุกสินค้าทุกประเภท (ยกเว้นสินค้าที่จำเป็น เช่น ของสด) เข้าในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ /ควบคุมการระบายมลพิษทางอากาศอย่างเข้มงวด โดย กรอ.ประสาน โรงงานอุตสาหกรรมลดกำลังการผลิตในช่วงสถานการณ์ฝุ่นละอองสูง ไม่ให้มีการเผาในที่โล่ง ควบคุมและลดฝุ่นจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าและการก่อสร้างประเภทอื่นๆ 3.สำหรับภาคเหนือ กองทัพบกและหน่วยงานต่างๆ ได้มีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ ทำแนวกันไฟ มีการระดมสรรพกำลังในการลาดตระเวนเข้าควบคุมสถานการณ์และดับไฟ ประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้

นายประลอง กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าตั้งแต่วันที่ 12-18 มกราคมนี้ ความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางอีกระลอกจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุม และมีลมตะวันออกพัดปกคลุมบริเวณ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ ทำให้มีฝนเล็กน้อยบางพื้นที่ ดังนั้น จากสภาวะฝุ่นตามสภาวะของอากาศ คาดว่าในช่วงสัปดาห์นี้จะอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง เนื่องจากยังพอมีลมตะวันออกกำลังปานกลางพัดอยู่ แต่จะมีบางวันที่อาจจะสูงขึ้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับกิจกรรมในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม คพ.ยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสาธารณชนทราบเพื่อจะได้ดำเนินการเข้าไปบรรเทาสภาพปัญหา และเพื่อให้ประชาชนใช้เป็นข้อมูลในการดูแลตนเองต่อไป

Advertisement