อดีตรอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี ยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริตฯ เอาผิด ‘บิ๊กเเป๊ะ’ โยกย้ายไม่เป็นธรรม

13.01.20 | 12:55 น.

อดีตรอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี ยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริตฯ เอาผิด ‘บิ๊กเเป๊ะ’ โยกย้ายไม่เป็นธรรม

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 13 มกราคม ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รองผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 อดีตรอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี เดินทางมายื่นฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 กรณีใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายโดยมีมูลเหตุจูงใจด้านอื่น

โดย พ.ต.อ.ไพรัตน์ กล่าวถึงที่มาของการฟ้องคดีว่าตนได้เคยทำบันทึกกล่าวหายื่นต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ขอความเป็นธรรมพิจารณาเป็นที่พึ่งกับตน กรณีถูกนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินายหนึ่ง ให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานจเรตำรวจออกสุ่มตรวจทรงผมเมื่อประมาณกลางปี 2561 แต่ปรากฎหลักฐานว่า จากจำนวนข้าราชการตำรวจทั่วประเทศประมาณ สองแสนกว่านาย ได้มีการกำหนดตัวของตนเองเป็น “เป้าหมาย 1” เเต่เมื่อพบว่าตนในฐานะเป้าหมาย 1 ได้ตัดผมเรียบร้อยตามระเบียบ ก็ไม่ยอมจบ ได้ไปนำภาพถ่ายเก่า มาเป็นเหตุสั่ง ประจำที่ศูนย์ปฎิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปก. ตร เเต่เมื่อตนทำบันทึกกล่าวหา นายตำรวจยศ พล.ต.อ.ดังกล่าวไปถึงพล.ต.อ.จักรทิพย์ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2562 เเต่มีคำสั่งที่ผ่านมา ให้ย้ายจาก รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี ไปเป็นรองผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ซึ่งการโยกย้ายมีมูลเหตุจูงใจด้วยสาเหตุดังกล่าว ไม่ได้กระทำไปเพื่อประโยชน์ต่อทางราชการ แต่กระทำไปเพื่อมุ่งหวังให้เกิดความเสียหายแก่ตนอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

โดยในเรื่องการโยกย้ายที่ผ่านมาตนไม่เคยมีปัญหา เเต่เมื่อเป็นการโยกย้ายโดยไม่สุจริตตนจึงต้องขอมาใช้สิทธิร้องต่อศาล โดยนำพยานหลักฐานเป็นความเห็นที่มีการตั้งสอบความประพฤติของตนเอง เเละเเผ่นอัดเสียงสนทนา ระหว่างตนกับนายตำรวจระดับสูงเพื่อให้ทราบถึงมูลเหตุจูงใจที่นำมาฟ้องร้องคดีนี้

ตนเป็นตำรวจผ่านการโยกย้ายมาเป็นสิบครั้งจะอยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติหน้าที่ได้ เเต่การย้ายครั้งนี้มันมีมูลเหตุอื่นทั้งที่ตนเองก็ได้ทำหนังชี้เเจงเหตุผล ถึงคำสั่งย้ายดังกล่าวที่ไม่ทีความเหมาะสมทั้งที่ตนเองก็อบรมหลักสูตรของสถาบันหนึ่งที่มีมติ ครม.อนุมัติเเต่กลับย้ายตนจากประเด็นมูลเหตุที่ไม่ใช่เพื่อทางราชการ ที่มีการสอบความประพฤติตนจากผู้บังคับบัญชาก็พบว่าความประพฤติตนไม่มีความเสียหาย มีผลงานชัดเจน

Advertisement

พ.ต.อ.ไพรัตน์ กล่าวต่อว่าการที่มายื่นฟ้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ไม่ได้ต้องการท้าชน หรือลองดีแต่อย่างใด แต่เป็นการฟ้องตามหลักการเพราะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้อนุมัติคำสั่งโยกย้ายตำรวจทั้งหมด ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเองก็เคยทำเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปแล้ว แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ไม่ได้นำไปพิจารณา

ส่วนความขัดแย้งกับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคู่กรณีที่คอยตามกลั่นแกล้งตนมาตลอด ขอไม่เปิดเผย เพราะเป็นข้อมูลในสำนวนฟ้อง แต่เปิดเผยเพียงว่า รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนดังกล่าวเป็นเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนนายร้อยตำรวจกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เเละนายตำรวจระดับสูงผู้เคยกล่าวทำนองข่มขู่ว่าจะตามเอาผิดตนตลอด โดยมีคลิปเสียงเป็นพยานได้

อย่างไรก็ตาม ด้านศาลทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้รับเป็นคดีในชั้นตรวจฟ้องหมายเลข อท.3/2563 เเละนัดฟังคำสั่งว่าจะรับคดีไว้เพื่อไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ ในวันที่ 27 มกราคมนี้ เวลา 09.00 น.