ตร.สั่งการเข้มบังคับใช้กฎหมายแก้ฝุ่น PM2.5 พร้อมวางมาตรการรับมือจราจรสงกรานต์

15.01.20 | 11:35 น.

เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ และพล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. จัดประชุมกำหนดมาตรการบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และสัมมนาการป้องกันการลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 เพื่อนำไปกำหนดแผนการปฏิบัติงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี พ.ศ.2563 และตลอดทั้งปี ร่วมกับผู้แทน บช.น. ภ.1 – 9 และ บช.ก.

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า เป็นการประชุมเพื่อกำชับให้ทุกหน่วยบังคับใช้กฎหมายในการควบคุมต้นเหตุจากการเกิดฝุ่นละอองจากยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม สถานที่ก่อสร้าง รวมทั้งการเผาป่าและกิจการที่ก่อให้เกิดควัน เพื่อแก้ไขปัญหาสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง โดยให้ทุกหน่วย


1.กวดขันจับกุมรถยนต์ รถบรรทุก รถสาธารณะที่มีควันดำในท้องถนน โดยให้เพิ่มความเข้มในการตั้งจุดตรวจที่มีอยู่โดยรอบกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีบูรณาการร่วมกับกรมขนส่งทางบก และกรมควบคุมมลพิษ และจัดชุดเคลื่อนที่เร็วให้ไปกวดขันจับกุมอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยมีสถิติการจับกุมรถควันดำในปี 2562 ที่ผ่านมา จำนวน 141,760 ราย ซึ่งจะดำเนินการให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น

2. มาตรการเชิงรุกไปตรวจตราสถานีขนส่งสาธารณะ ขนส่งสินค้า สถานีรถตู้สาธารณะ อู่รถโดยสารสาธารณะ สถานที่ประกอบการรถบรรทุก โดยให้เพิ่มความถี่ไปตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ

3.ขอความร่วมมือผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีผลกระทบการจราจรให้ดูแลลดปริมาณฝุ่นในการก่อสร้าง และให้เร่งรัดการคืนพื้นผิวการจราจรให้มากที่สุด

Advertisement

4.ตรวจสอบและบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการโรงงานที่มีลักษณะปล่อยมลพิษทางอากาศ ผู้กระทำความผิดลักลอบเผาขยะ เผาป่าและพื้นที่เพาะปลูกเพื่อทำการเกษตร  

5.เร่งระบายการจราจรที่มีการติดขัด โดยเน้นการอำนวยความสะดวกจราจร และเข้มงวดมิให้มีการจอดรถริมถนนสายหลัก

6. ประชาสัมพันธ์และขอความร่วมมือประชาชนไม่จอดรถติดเครื่องยนต์ และหมั่นตรวจสอบสภาพรถยนต์ของตนเอง และหากพบรถที่มีควันดำ สามารถแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสได้ทางหมายเลขสายด่วน 1599 เพจเฟซบุ๊ก“ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.” หรือในเขตกรุงเทพมหานครสามารถแจ้งได้ทางช่องทางสายด่วนหมายเลข 1197 เพจเฟซบุ๊ก“ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร-บก.02”  

พร้อมทั้งสัมมนาเพื่อกำหนดแผนการปฏิบัติงานลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี2563 และตลอดทั้งปี โดยมีมาตรการเชิงรุกในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 ที่ได้นำใช้แล้วสามารถลดอุบัติเหตุ ได้แก่ การจัดชุดเคลื่อนที่เร็วกวดขันบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น จัดทำบัญชีข้อมูลร้านสุราและสถานที่จัดงานรื่นเริงในพื้นที่ ตลอดจนตั้งจุดตรวจ ที่บริเวณใกล้งานเลี้ยงที่ถือได้ว่าเป็นจุดเสี่ยงให้เคารพวินัยจราจร เมาไม่ขับ ตลอดจนขยายผลไปจับกุมเด็กต่ำกว่า 20 ปี ในความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเด็กต่ำกว่า 18 ปี ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546

สำหรับการดำเนินการมาตรการลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์และตลอดทั้งปี ที่จะดำเนินการได้แก่ มาตรการสวมหมวกนิรภัย 100% จัดทำบัญชีกลุ่มเสี่ยงในระดับหมู่บ้าน ตำบล เช่น คนขับอายุเกิน 60ปีขึ้นไป คนเมาสุรา ขับรถเร็ว ไม่มีใบขับขี่ เด็กต่ำกว่า 20ปี ไม่สวมหมวกนิรภัย โดยจัดให้มีการอบรมแกนนำ เพื่อไปต่อยอดรณรงค์วินัยจราจรในระดับหมู่บ้านตำบลร่วมกับภาคีเครือข่าย และจัดรถสายตรวจและสายตรวจจราจรให้มีเครื่องตรวจแอลกอฮอล์ ซึ่งจะเป็นชุดเคลื่อนที่เร็ว กวดขันวินัยการจราจรทั้งปี

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวต่อว่า กำชับให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่เกิดขึ้น โดยบังคับใช้กฎหมายหลัก 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ, พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ และ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ เน้นการตรวจจับควันดำรถบรรทุกอย่างเข้มข้น ช่วงเวลา 10.00 – 14.00 น. เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างปัญหาจราจรช่วงชั่วโมงเร่งด่วน พร้อมตั้งจุดบริการตรวจควันดำให้กับประชาชน รวมทั้ง ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก ตรวจควันดำประจำจุดชั่งน้ำหนักต่าง ๆ นอกจากนี้ จะรณรงค์ให้ประชาชนดับเครื่องยนต์ขณะจอดรถ และช่วงเย็นวันนี้ จะมีการเปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ของตำรวจ ที่กองบังคับการตำรวจจราจร เพื่อติดตามแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยตำรวจจะเพิ่มความเข้มข้นการบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

นอกจากนี้ มีการทบทวนแนวทางปฏิบัติในการลดอุบัติภัยทางถนนช่วงปีใหม่ เพื่อเตรียมแผนบังคับใช้กฎหมายต่อเนื่องในช่วงเทศกาลสงกรานต์ด้วย โดยรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า จะกำชับให้ตำรวจทุกหน่วย บังคับใช้กฎหมายต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 10 ข้อหาหลักที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อสร้างความรับรู้ให้กับประชาชน และจะเป็นจุดเริ่มของการลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืน

ส่วนกรณีที่กระทรวงคมนาคม มีแนวคิดกำหนดความเร็วรถต่ำกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ห้ามวิ่งช่องทางขวา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งในทางปฏิบัติ อาจไม่สามารถทำได้ทุกเส้นทาง จากความแตกต่างทางกายภาพ แต่หากมีการบังคับใช้กฎหมายนี้จริง อาจมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อความปลอดภัย โปร่งใส