‘ปิยะสกล’รับลูกปัญหาเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ สั่ง รพ.ทั่วประเทศทำเกณฑ์ใช้ยาเริ่ม 1 ต.ค.นี้ ลั่นเพิกถอนยา 40 ตำรับอาจไม่หมด บางอย่างใช้ยกระดับควบคุมพิเศษแทน
หลังจากศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เตรียมขอเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพิกถอนทะเบียนยาปฏิชีวนะ หรือยาต้านเชื้อแบคทีเรียกว่า 40 ตำรับ ประมาณ 100 ทะเบียน/ยี่ห้อ เนื่องจากมีปัญหาเชื้อดื้อยา มีการใช้ยาเกินความจำเป็น ซึ่งอาจเสี่ยงให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ขณะที่ อย.ระบุการจะเพิกถอนนั้นจำเป็นต้องพิจารณาหลายปัจจัย โดยเฉพาะสรรพคุณของยาไม่จริง และไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคหรือไม่นั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ยินดีหากจะขอเข้าพบ ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว ปัญหาเชื้อดื้อยา ตนได้จัดเป็นนโยบายหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุขในการลดปัญหาดังกล่าว และมอบหมายให้โรงพยาบาลในสังกัด สธ.ทั่วประเทศเริ่มดำเนินการลดปัญหาการใช้ยาไม่สมเหตุสมผล ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา โดยให้เริ่มดำเนินการในวันที่ 1 ตุลาคม 2559 หรือปีงบประมาณ 2560 ทันที โดยจะมีทั้งการให้ข้อมูลและกำกับดูแลการสั่งจ่ายยาของแพทย์ให้เป็นไปอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งเชื่อว่าแพทย์ส่วนใหญ่เข้าใจเรื่องนี้ดี ไม่ใช่ว่าคนไข้ป่วยเป็นไข้หวัด ต้องจ่ายยาปฏิชีวนะทั้งหมด ก็ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ก็ต้องให้ข้อมูลแก่ประชาชนเรื่องการทานยา ต้องทานอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่งด้วย ที่ผ่านมา สธ.ได้ทำงานร่วมกับคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ที่มี ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานอนุกรรมการฯ ดังกล่าว รวมทั้งยังทำงานร่วมกับคณะอนุกรรมการทบทวนตำรับยาแผนปัจจุบันของมนุษย์ ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งในเรื่องของการทบทวนยาปฏิชีวนะนั้น อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ ไม่ได้นิ่งนอนใจเลย
“จริงๆ เรื่องการเพิกถอนยาปฏิชีวนะนั้น การจะเพิกถอนยาชนิดใดจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน ไม่ใช่ว่าจะถอนออกได้ทันที ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาทั้งจากคณะอนุกรรมการทบทวนตำรับยาฯ รวมทั้งข้อมูลจากคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล และบางตัวก็ไม่จำเป็นต้องเพิกถอน แต่เราสามารถยกระดับเป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องมีใบสั่งแพทย์ เป็นต้น แต่ในส่วนของยาบางชนิด จากการพูดคุยแล้ว ผู้ผลิตยาทราบดีว่าต้องมีการเปลี่ยนสูตรการผลิต ก็อยู่ระหว่างดำเนินการ อาทิ ยาอมที่มีส่วนผสมของ ‘นีโอมัยซิน’ (neomycin) ซึ่งไม่ได้ฆ่าเชื้อในลำคอหรืออาการแก้เจ็บคอได้ แต่กลับทำให้เกิดการดื้อยาได้ในที่สุด ทางผู้ผลิตอยู่ระหว่างเปลี่ยนจากนีโอมัยซินเป็นซิงค์แทน แต่หลายตัวก็ต้องเพิกถอน หรืออาจต้องยกระดับเป็นควบคุมพิเศษ ซึ่งไม่ได้มีแค่ยาแก้เจ็บคอเท่านั้น โดยเรื่องนี้กำลังทำอยู่ บางอย่างก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ว่าจะทำได้โดยข้ามขั้นตอนต่างๆ อันนั้นก็ไม่ถูกต้อง” นพ.ปิยะสกลกล่าว
ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยใช้ยาไม่สมเหตุสมผล นอกจากจะส่งผลต่อปัญหาค่าใช้จ่ายด้านยาสูงแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา ส่งผลต่อสุขภาพได้ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ได้ศึกษาข้อมูลวิชาการเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นจะมีการดำเนินการ 3 ส่วน คือ 1.ต้นน้ำ โดยได้มีการหารือกับบริษัทยาต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ทราบปัญหาและยินดีจะเปลี่ยนสูตรยา 2.กลางน้ำ คือ ผู้สั่งจ่ายยา ทั้งแพทย์และเภสัชกร โดยจะมีการทำหลักสูตรการเรียนการสอนแก่นักศึกษาแพทย์และเภสัชกรเกี่ยวกับการจ่ายยาอย่างสมเหตุสมผล และ 3.ปลายน้ำ การให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องการใช้ยา เพราะหลายคนยังเข้าใจว่าการป่วยเป็นไข้หวัด เจ็บคอ หรือไอ ต้องใช้ยาต้านเชื้อแบคทีเรีย ทั้งๆ ที่การเจ็บป่วยเหล่านี้มาจากเชื้อไวรัส แต่หากทานยาต้านเชื้อแบคทีเรียจะทำให้ไปฆ่าเชื้อดีๆ ในร่างกายเราหมด สุดท้ายเมื่อป่วยจากเชื้อแบคทีเรียก็ไม่หาย เกิดการดื้อยาในที่สุด โดยทั้งหมดอยู่ระหว่างดำเนินการ และจะทำคู่ขนานไปด้วยกัน
“ส่วนเรื่องข้อเรียกร้องที่ขอให้มีการเพิกถอนยาต่างๆ นั้น ทางคณะกรรมการอยู่ระหว่างดำเนินการอยู่ มีการรวบรวมรายชื่อยาที่เข้าข่าย ซึ่งทำงานร่วมกับทั้งกระทรวงและนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง อย่างยาอมที่มีส่วนผสมของนีโอมัยซินก็กำลังพิจารณาว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร ซึ่งจริงๆ มีตัวยาอื่นๆ อีกเช่นกัน” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลปัญหาเชื้อดื้อยาผ่านเว็บไซต์ของ กพย. www.thaidrugwatch.org กรณีกลุ่มยาที่ต้องมีการเพิกถอนทะเบียนยา แบ่งเป็น 1.ยาอมที่มีส่วนประกอบของยาต้านแบคทีเรีย เนื่องจากอาจไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ด้วยการชักนำให้เกิดเชื้อดื้อยา และมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนประสิทธิภาพของยา ตามข้อบ่งใช้ที่ได้ขึ้นทะเบียน อาทิ ยาอมที่มีนีโอมัยซิน (neomycin) บาซิทราซิน (Bacitracin) เป็นส่วนประกอบ อย่าง neomycin + bacitracin + benzocaine และ neomycin + bacitracin + amylocaine ยาเม็ดอม chlortetracycline
2.รูปแบบยาสำหรับรับประทาน ที่อาจไม่ปลอดภัยแก่ผู้ใช้ยา โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิภาพตามที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์และการชักนำให้เกิดเชื้อดื้อยา โดยไม่ได้รับประโยชน์จากยา อีกทั้งบางรายการที่เป็นยาสูตรผสมไม่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยดีกว่ายาเดี่ยวแต่ละชนิด และไม่สามารถสรุปประสิทธิผลและความเข้ากันได้ของยาสูตรผสม อาทิ ยาแก้ท้องเสีย ที่มีส่วนประกอบของ sulfaguanidine ชนิดรับประทาน ยาที่มีส่วนประกอบของ sulfafurazole (sulfisoxazole) + phenazopyridine
3.รูปแบบยารับประทาน สำหรับแก้ท้องเสีย เนื่องจากยามีหลักฐานประสิทธิในการรักษาอาการท้องเสียไม่เพียงพอ และไม่สอดคล้องกับการรักษาทางการแพทย์ในปัจจุบัน อาจไม่ปลอดภัยแก่ผู้ใช้ยา อาทิ ยาชนิดรับประทานที่มี clioquinol เป็นส่วนประกอบ ยาแก้ท้องเสียที่มีฟูราโซลิโดน (furazolidone) เป็นส่วนประกอบ 4.รูปแบบยาใช้เฉพาะที่ หรือยาใช้ภายนอกที่มีปัญหาด้านประสิทธิภาพในการรักษาและอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ยา อาทิ ยา chlortetracycline ชนิดใช้ภายนอก
นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ผู้ป่วยใช้ยาไม่ครบตามแพทย์สั่ง ถือเป็นปัญหาที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะยาบางชนิดที่ประชาชนซื้อหามาจากร้านขายยาทั่วไปแล้วหมดอายุ เหลือใช้ หรือไม่ใช้แล้ว มักเก็บไว้ในบ้าน สะสมเป็นเวลานานจนมีจำนวนมากขึ้น ประชาชนบางรายนำไปทิ้งลงถังขยะ ทิ้งลงแหล่งน้ำ หรือฝังลงดินในบริเวณบ้านซึ่งพบว่ายาบางประเภทส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปยาจะแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ ยาทั่วไป ได้แก่ ยาสามัญประจำบ้าน จำพวก ยาแก้ปวด ยาลดไข้ และยาที่มีฤทธิ์ตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อม (Environmental Persistent Pharmaceutical pollutants : EPPP) เช่น ยาปฏิชีวนะ ยารักษาโรคความดันโลหิต เบาหวาน ยารักษาอาการโรคซึมเศร้า รวมทั้ง ฮอร์โมนหรือยาคุมกำเนิด ซึ่งยาประเภทหลังนี้ จะมีคุณสมบัติที่คงสภาพ ทนทาน โดยฤทธิ์ของยาจะไม่ถูกทำลายด้วยระบบกรองน้ำ ระบบผลิตน้ำประปา หรือระบบบำบัดน้ำเสีย ดังนั้น ยาประเภทดังกล่าวจึงปนเปื้อนในแหล่งน้ำ แล้วมีโอกาสย้อนกลับเข้าสู่ระบบผลิตน้ำดื่มและน้ำประปา สำหรับการอุปโภคบริโภคของประชาชนในที่สุด ซึ่งในระยะยาวการรับสัมผัสยาที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลต่อสุขภาพไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการทิ้งยาลงในสิ่งแวดล้อมโดยตรง

