สธ.ชี้ปัญหายาเสพติดซับซ้อน-รุนแรง เผยใช้ ‘ค็อกเทล’ เพิ่ม4 เท่าตัว ใช้เด็กเล็กเดินยา

26.06.16 | 16:31 น.

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ศปส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของสำนักยุทธศาสตร์ สำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติในช่วงเดือนตุลาคม 2558 ถึงเดือนมีนาคม 2559 พบว่า ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังและเข้มข้น เนื่องจากนอกประเทศยังมีการผลิตยาเสพติดจำนวนมาก ส่งผลต่อสถานการณ์ของไทยรุนแรงต่อไปอีก คาดว่าในปีนี้ ทั่วประเทศมีผู้เสพยาประมาณ 2.7 ล้านคน ในปีงบประมาณ 2559 รัฐบาลและ สธ. ได้ตั้งเป้าบำบัดผู้เสพยาเสพติดให้ได้ 220,000 คน ผ่านไปแล้ว 6 เดือน ผลการบำบัดรวมทั้ง 3 ระบบ คือระบบสมัครใน ระบบบังคับบำบัด และระบบต้องโทษ 84,326 คน หรือประมาณร้อยละ 38 ของเป้าหมาย จึงได้เร่งรัดระบบการค้นหา คัดกรองผู้เสพในชุมชน หมู่บ้านต่างๆ อย่างเข้มข้นตามโครงการประชารัฐ สร้างหมู่บ้านชุมชนมั่นคง ปลอดภัยยาเสพติด พ.ศ.2559-2560

“ในส่วนของ สบส. มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.ที่ผ่านการอบรมแล้ว ร่วมกับภาคส่วนต่างๆค้นหาผู้ที่มีความเสี่ยง เข้ารับการตรวจคัดกรองอาการความรุนแรงของการใช้ยาเสพติด และส่งบำบัดที่สถานพยาบาลในแต่ละพื้นที่ที่กำหนด หรือที่ค่ายขวัญแผ่นดิน ตามระดับอาการความรุนแรง และเป็นผู้ร่วมติดตามผู้ที่ผ่านการบำบัดและกลับมาอยู่ในชุมชน โดยได้ปรับระบบการติดตามภายหลังการบำบัดไปแล้วให้ถี่ขึ้นคือทุก 3 เดือน รวม 4 ครั้งต่อปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ไม่ให้ผู้ผ่านการบำบัดหวนกลับไปเสพยาซ้ำอีก โดยในรอบ 6 เดือนนี้ พบว่าผู้ผ่านการบำบัดหยุดเสพยาได้มากกว่าร้อยละ 80 เรื่องที่น่าเป็นห่วง ในระยะหลังๆ สถานการณ์ของยาเสพติดมีความสลับซับซ้อนกว่าอดีต เด็กกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายในวงจรค้ายาเสพติด โดยได้รับรายงานว่ามีการใช้เด็กเล็กอายุ 7 ขวบ ส่งยาเสพติดหรือที่เรียกว่าเดินยา และมีการขายแบบโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถมเพิ่มอีก 1 ชนิด ส่งผลให้จำนวนผู้เสพขยายวงเพิ่มขึ้น” น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าว

นอกจากนี้ น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าวอีกว่า ส่วนข้อมูลด้านผู้เสพมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ คือ อายุผู้เสพติดยาที่เข้ารับการบำบัดพบน้อยสุดเพียง 11 ขวบ มี 5 คน อยู่ในกรุงเทพมหานคร ร้อยเอ็ด อุดรธานี เชียงราย และแพร่ กลุ่มผู้เข้ารับการบำบัดส่วนใหญ่ร้อยละ 59 อายุ 15-29 ปี มากที่สุดในกลุ่มอายุ 15-19 ปีซึ่งอยู่ในวัยเรียนมัธยมศึกษา และพบว่ามีอัตราเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 19 ในปี 2558 เพิ่มเป็นร้อยละ 21 ส่วนกลุ่มวัยอื่นมีแนวโน้มลดลง ยาบ้ายังเป็นตัวยาที่ใช้มากอันดับ 1 แต่แนวโน้มลดลงจากร้อยละ 68 ในปี 2557 เป็นร้อยละ 59 ในปีนี้ รองลงมาคือ กัญชาใช้ร้อยละ 23 ยอดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเดิมที่ใช้ร้อยละ 10 เฮโรอีนก็เพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 0.6 เป็นร้อยละ 3 ข้อมูลในระยะหลังๆ ที่สถาบันธัญญารักษ์รายงานมีการใช้ยาเสพติด 2 ชนิดผสมกันหรือเรียกว่า “ค็อกเทล” เช่น ยาบ้ากับกัญชา พบร้อยละ 4 เพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว จากปี 2554 ที่ใช้ร้อยละ 0.05 และใช้ยาเสพติด 2 ตัวสลับกัน ก็เพิ่มขึ้นเช่นกันจากร้อยละ 62 ในปี 2554 เป็นร้อยละ 69 ในปี 2558 ทำให้การบำบัดมีความยุ่งยากขึ้น

น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าวว่า สาเหตุการเสพยาส่วนใหญ่ยังเป็นเพื่อนชวนพบร้อยละ 50 รองลงมาคือ ทดลองใช้ร้อยละ 41 ทั้งนี้การบำบัดผู้เสพยาเสพติด จะคล้ายการรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ใช้เวลานากว่าโรคอื่น ประการสำคัญและได้ผลดีที่สุดคือ ต้องบำบัดทั้งครอบครัว ครอบครัวต้องมีความเข้าใจและถือว่าเป็นความรับผิดชอบของครอบครัวด้วย