ศาลฎีกาอนุญาตฎีกากระบะสธ.ชนน้องปาล์มพิการ แต่ยกคำร้องขอทุเลาบังคับคดี

16.01.20 | 18:11 น.

ศาลฎีกาอนุญาตฎีกากระบะสธ.ชนน้องปาล์มพิการหลังสป.สธ.ยังสู้กับเด็กไม่ยอมจ่ายหมดยื่นฎีกาต่ออีก เเต่สั่งยกคำร้องขอทุเลาบังคับคดี รองโฆษกอัยการชี้ เเม่น้องปาล์มนำคำพิพากษาไปยื่นบังคับคดีในส่วนค่าเสียหายลูกชายได้เลย

เมื่อวันที่ 16 มกราคม ที่ศาลจังหวัดชุมแพ จังหวัดขอนเเก่น ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่ง1075/2560 ที่ นายศราวุฒิ เจิมขุนทด(บิดา)ที่ ,ด.ช.ปราบปราม (น้องปาล์ม)หรือ พงศ์กร เจิมขุนทด ซึ่งขณะเกิดเหตุอายุขวบเศษโดยน.ส.ปวีณา หาทรัพย์ (มารดา)ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมโจทก์ที่ 2 เเละ เป็นโจทก์ที่ 1-3 ยื่นฟ้องกระทรวงสาธารณสุขที่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ เป็นจำเลยที่1-2ข้อหาละเมิดโจทก์


โดยโจทก์ทั้ง3 ฟ้องว่าโจทก์ที่ 2 เป็นผู้เยาว์เป็นบุตรของโจทก์ที่1และโจทก์ที่ 3 มีโจทก์ที่ 3 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง จำเลยที่1และจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐ โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ค.58 เวลาประมาณ 13. 00 น.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชนตำบลบ้านใหม่ ได้มอบหมายให้นายเกต นาถมทอง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเป็นผู้ขับรถกระบะในราชการของจำเลยที่ 2 พาคณะไปปฏิบัติราชการได้ขับรถโดยประมาทข้ามผ่านไปยังช่องทางเดินรถฝั่งขวาของถนนซอยโยธาธิการทันทีเป็นเหตุให้รถยนต์กระบะชนกับรถจักรยานยนต์ที่มีโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ขับและมีโจทก์ที่ 2 นั่งซ้อนท้าย (คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1097/2559 ของศาลแขวงขอนแก่น) ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์ที่ 1 รถจักรยานยนต์เสียหายให้ใช้ราคา 5,000บาทและได้รับบาดเจ็บบริเวณตาซ้ายให้ใช้เงิน 15,000 บาท ส่วน ด.ช.ปราบปรามโจทก์ที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสต้องทุพพลภาพต้องรักษาพยาบาลและรักษาต่อเนื่องเพราะกระดูกสันหลังและระบบขับถ่ายของโจทก์ที่ 2 เกิดความเสียหายขาสองข้างอ่อนแรงร่างกายพิการเรียกค่าเสียหายทั้งสิ้น8,371,326บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5ต่อปีและให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่3จำนวน 1,944,000บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5ต่อปี

โดยคดีศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน2,935,700 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปีนับแต่วันที่ 28 ก.ค.58 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 3

ต่อมา กระทรวงสาธารณสุข,สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จำเลยทั้ง2ยังยื่นอุทธรณ์

Advertisement

จนเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 2,834,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปีนับแต่วันที่ 28 ก.ค.2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ต่อมากระทรวงสาธารณสุข,สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขจำเลยทั้งสองยังยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกาพร้อมฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

โจทก์ทั้ง3ยื่นคำคัดค้านการขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา

โดยในวันนี้ศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่าฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 จึงมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาและรับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาส่วนที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกานั้นพิเคราะห์แล้วจำเลยทั้งสองฎีกาเฉพาะในส่วนของค่าเสียหายเพียง 104,300 บาทเมื่อจำเลยทั้งสองยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงินจำนวน 2,730, 500 บาทกรณีจึงไม่มีเหตุสมควรให้ทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกายกคำร้อง

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกอัยการสูงสุด ว่าหลังจากอ่านคำสั่งศาลฎีกาในวันนี้ได้รับการติดต่อจากคุณแม่น้องปาล์ม เพื่อขอให้ช่วยเหลือดำเนินการบังคับคดีต่อไป

คดีน้องปาล์มวันนี้ศาลฎีกาได้มีคำสั่ง เรื่องคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีแล้วว่ากระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานปลัด จำเลยทั้งสองฎีกาในส่วนเฉพาะค่าเสียหายเพียง 104,300 บาท จำเลยทั้งสองต้องชดใช้เงินค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่สองหรือน้องปาล์มจำนวน 2,730,500บาท ไม่มีเหตุให้ทุเลาการบังคับคดียกคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของจำเลย แม้ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1307 ประกอบกฏหมายวิธีพิจนาความแพ่งมาตรา301 จะห้ามมิให้บังคับคดีเอากับทรัพย์สินของรัฐ ก็ตาม คุณแม่น้องปาล์มก็สามารถที่จะติดต่อขอให้กระทรวง ชดใช้ตามคำพิพากษาได้ ซึ่งในทางปฏิบัติกระทรวงก็จะนำคำพิพากษาของศาลไปของบประมาณเพื่อนำมาชดใช้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป