ภาวะฝาชีครอบ ทำฝุ่นสะสม ต้องเผชิญหน้ากันไปอีกพักใหญ่
วันที่ 18 มกราคม กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานสภาพอากาศพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า ผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่ โดย คพ.ร่วมกับ กทม.จำนวน 54 สถานี ตรวจวัดค่าได้ 41-86 มคก./ลบ.ม. (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.) โดยปริมาณฝุ่นละอองในภาพรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกือบทุกพื้นที่เมื่อเทียบกับช่วงเช้าของวันนี้ โดยพบพื้นที่ที่มีปริมาณฝุ่นละอองอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ หรือพื้นที่สีส้ม 41 สถานี โดย 5 ลำดับ พื้นที่ที่มีปริมาณฝุ่นสูงสุด คือ 1.เขตพระนคร 86 มคก./ลบ.ม. 2.เขตวังทองหลาง 79 มคก./ลบ.ม. 3.เขตบึงกุ่ม 74 มคก./ลบ.ม. 4.เขตคลองเตย 73 มคก./ลบ.ม. และ 5.เขตหลักสี่ 72 มคก./ลบ.ม.
สำหรับ สถานการณ์หมอกควันภาคเหนือ พบว่าคุณภาพอากาศมีค่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสีเขียว (คุณภาพอากาศดี) 7 พื้นที่ พื้นที่สีส้ม (คุณภาพอากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ) 6 พื้นที่ และพื้นที่สีเหลือง (คุณภาพอากาศปานกลาง) 4 พื้นที่ ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ควรลดทำกิจกรรมกลางแจ้งและติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ คพ.ยังคงรายงานสถานการณ์และแจ้งประสานข้อมูล ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการควบคุม กำกับ ดูแล ภารกิจตามมาตรการ “ภายใต้แผนปฏิบัติการ ขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ” อย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นละอองให้กลับสู่ปกติ

นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดี คพ. กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 วันที่ 18 มกราคม มีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อวันที่ 17 มกราคม สาเหตุของการเพิ่มขึ้นของค่าฝุ่นละอองจนมีค่าอยู่ในเกณฑ์ที่เริ่มจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เป็นดังนี้ 1.สาเหตุจากสภาพอุตุนิยมวิทยาซึ่งปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยในเช้าวันนี้ เกิดภาวะลมสงบต่อเนื่องจากช่วงหัวค่ำของเมื่อวานในหลายพื้นที่ของ กทม.และปริมณฑล ทำให้การกระจาย ตัวของฝุ่นละลองลดต่ำลง ประกอบกับสภาพความกดอากาศในพื้นที่ประเทศไทย เมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดภาวะฝาชีครอบ (inversion) ในระดับต่ำกว่า 1 กม. ทำให้มีการสะสมตัวของฝุ่นละอองตั้งแต่ช่วงค่ำของเมื่อวานต่อเนื่องมาจนถึงเช้าของวันนี้เพิ่มสูงขึ้น 2.สาเหตุจากการจราจร โดยในช่วงหัวค่ำของเมื่อวันศุกร์ ที่ 17 มกราคม สถานการณ์การจราจรถือว่าติดขัดมากที่สุดในรอบสัปดาห์ของวันทำงาน โดยมีดัชนีรถติดสูงสุดที่ “7.2 ” ซึ่งหมายถึงสถานการณ์การจราจรในภาพรวมของ กทม.และปริมณฑลในหลายเส้นทางติดขัด และเคลื่อนตัวช้าอย่างไรก็ดี เนื่องจากสถานการณ์ฝุ่นละอองในช่วงเมื่อวานที่ผ่านมาเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทส.จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันบูรณาการภารกิจตามแผนฯอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกในการจราจร เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัด โดยทาง บก.จร. ขบ. ได้จัดชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร/จนท.ขบ.ออกไป พท.เพื่อจัดการจราจรในพื้นที่ที่การจราจร ที่ติดขัดหนักอย่างต่อเนื่อง

ประลอง ดำรงค์ไทย
อธิบดี คพ.กล่าวว่า สถานการณ์ในช่วงเที่ยงไปตลอดบ่ายวันนี้ การฟุ้งกระจายตัวของฝุ่นละอองจะเริ่มดีขึ้นเนื่องจากหลายพื้นที่ใน กทม.และปริมณฑลจะได้รับอิทธิพลลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็วสูงสุด 10-20 กม./ชม. ทั้งนี้จากข้อมูลการพยากรณ์อากาศรายสัปดาห์พบว่า ช่วงวันที่ 18 – 19 มกราคม บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ประกอบกับลมฝ่ายตะวันตกในระดับบนพัดความหนาวเย็นจากเทือกเขาหิมาลัยเข้าปกคลุมภาคเหนือ ส่วนในช่วงวันที่ 22 – 24 มกราคม บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันออกลงสู่ทะเลจีนใต้มากยิ่งขึ้น ทำให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้มีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยเข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกและภาคกลาง ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง
“เนื่องจากในวันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ แม้ว่ามีเอกชนบางแห่งไม่ได้หยุด แต่จราจรในภาพรวมของวันนี้จะมีการจราจรที่ค่อนข้างคล่องตัวกว่าวันที่ผ่านมา และอาจมีบางพื้นที่ที่อาจมีการสะสมตัวของการจราจร เช่น พื้นที่จัดงานแสดงสินค้า มหกรรม มรสพต่างๆ ซึ่งสอดคล้องข้อมูลดัชนีรถติดจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย และ บก.จร. ซึ่งหากประกอบกับข้อมูลในข้อ 5.1 แล้วนั้นจะช่วยให้สถานการณ์ภาพรวมในช่วงบ่ายของวันนี้ไปจนถึงข่วงหัวค่ำจะยังคงทำให้ฝุ่นละอองมีการสะสมเพิ่มเติมไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม คพ.ยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนทราบเพื่อจะได้ดำเนินการเข้าไปบรรเทาสภาพปัญหา และเพื่อให้ประชาชนใช้เป็นข้อมูลในการดูแลตนเองต่อไป” นายประลองกล่าว

