‘ฝุ่นจิ๋ว’ ยังสูงหลายพื้นที่ แพทย์แนะ 4 กลุ่มโรคระวัง หลอดเลือด-ผิวหนัง-ทางเดินหายใจ-ตาอักเสบ

18.01.20 | 15:23 น.

“ฝุ่นจิ๋ว” ยังสูงหลายพื้นที่ แพทย์แนะ 4 กลุ่มโรคระวัง หลอดเลือด-ผิวหนัง-ทางเดินหายใจ-ตาอักเสบ

เมื่อวันที่ 18 มกราคม ที่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากกรณีที่พบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 สูงในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล กรมควบคุมโรคมีความห่วงใยประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ จึงได้สั่งการไปยังหน่วยงานในสังกัด ให้ดำเนินการติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสื่อสารและประชาสัมพันธ์ความรู้ในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องแก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง เนื่องจากค่าพีเอ็ม 2.5 ในแต่ละจุดในแต่ละเวลามีความแตกต่างกัน ผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนจึงขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ ได้แก่ 1.ตำแหน่งที่อยู่อาศัยหรือตำแหน่งที่ทำกิจกรรม 2.ช่วงเวลาและระยะเวลาที่สัมผัส 3.ชนิดของกิจกรรมที่ทำในพื้นที่ที่มีค่า พีเอ็ม 2.5 สูง เช่น ออกกำลังกายกลางแจ้ง ทำงานกลางแจ้งจะมีความเสี่ยงที่จะได้รับพีเอ็ม2.5 มากกว่า กลุ่มคนที่ออกกำลังกายในที่ร่ม หรือทำงานในอาคาร 4.ปัจจัยเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ กลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคหืด ภูมิแพ้ หากได้รับมลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก เข้าสู่ร่างกาย อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยหรือมีผลกระทบต่อสุขภาพที่รุนแรงมากกว่าประชาชนทั่วไป

นพ.ขจรศักดิ์กล่าวต่อว่า สำหรับประชาชนสังเกตอาการบุคคลในครอบครัวที่ป่วยด้วย 4 กลุ่มโรคสำคัญ ดังนี้ 1.กลุ่มโรคหัวใจ และหลอดเลือด เช่น เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็ว 2.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล แสบจมูกและลำคอ 3.กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ เช่น อาการคันตามร่างกาย มีผื่นแดงตามร่างกาย และ 4.กลุ่มโรคตาอักเสบ เช่น อาการแสบหรือคันตา น้ำตาไหล และตาแดง หากสงสัยหรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว พร้อมสังเกตและตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่ เพื่อประเมินความเสี่ยงในการสัมผัสฝุ่นละอองอย่างเหมาะสม โดยสามารถติดตามสถานการณ์ค่าปริมาณฝุ่นละออง พีเอ็ม2.5 ได้ที่แอพพลิเคชั่น Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษ

“ขอให้ประชาชนลดการเพิ่มปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ เช่น ลดการใช้รถยนต์และรถที่มีควันดำ หันมาโดยสารรถสาธารณะ ลดการเผาขยะ/หรือเผาในที่โล่งแจ้ง รวมถึงดูแลทำความสะอาดบ้านให้ปลอดฝุ่น โดยการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด ปิดประตู/หน้าต่างให้มิดชิด ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรออกนอกบ้านหรือทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น ออกกำลังกายหรือทำงานกลางแจ้ง โดยเฉพาะบริเวณหรือเส้นทางที่มีฝุ่นขนาดเล็กหนาแน่น หากจำเป็นควรป้องกันการสัมผัสฝุ่นให้น้อยที่สุด โดยการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก และที่สำคัญควรสวมใส่หน้ากากอย่างถูกวิธี นอกจากนี้ ผู้ที่เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ควรป้องกันตนเองโดยการสวมหน้ากาก แว่นตา เสื้อแขนยาว เพื่อป้องกันฝุ่น เพราะฝุ่นจะทำให้เกิดการระคายเคืองตาและผิวหนัง ประชาชนสามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422” นพ.ขจรศักดิ์กล่าว