สธ.ยัน ภัยแล้ง-น้ำเค็มยังไม่กระทบ รพ. พร้อมเตรียมรับมือประชุมทางไกลทุกสัปดาห์
นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวงและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีนี้ว่า สธ.เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้ง ด้วยมาตรการ 3 ข้อ ได้แก่ มาตรการที่ 1 ให้ศูนย์ปฏิบัติการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ติดตามเฝ้าระวังป้องกันโรค สำรวจและพัฒนาคุณภาพน้ำให้เหมาะสมเพียงพอ มาตรการที่ 2 ให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ในจังหวัดที่ประสบภัยแล้งดำเนินการดังนี้ 1.สำรวจคุณภาพน้ำ ตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ พัฒนาคุณภาพน้ำให้เหมาะสม จัดทำน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อการอุปโภค-บริโภค โดยสนับสนุนคลอรีน ชุดทดสอบคลอรีนคงเหลือในน้ำ ชุดทดสอบแบคทีเรียในน้ำ/อาหาร 2.สำรวจเชิงรุกเพื่อเฝ้าระวังโรคที่เกิดจากภัยแล้ง เน้นในจังหวัดที่เสี่ยงภัยแล้งมาก 3.สำรองน้ำสำหรับสถานบริการให้เพียงพอกับการจัดบริการประชาชน จัดหาแหล่งน้ำสำรองพร้อมวางแผนการขนส่งน้ำ และมาตรการที่ 3 ให้ความรู้ประชาชนถึงวิธีการปฏิบัติตัวไม่ให้ป่วย ด้วยมาตรการ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” ใช้ส้วมที่ถูกสุขลักษณะ กำจัดขยะมูลฝอย แยกเขียงและมีดหั่นอาหารดิบกับอาหารสุก หากมีอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำติดต่อกันมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ หากอาการไม่ดีขึ้นให้ไป รพ.ทันที

นพ.รุ่งเรืองกล่าวว่า สธ.ได้ประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอกับหน่วยงานในสังกัดทุกสัปดาห์เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด แก้ไขปัญหาได้ทันที ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ยังอยู่ในระดับปกติ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการเกิดผลกระทบต่อสถานพยาบาล แต่จากการคาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีภัยแล้งมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา จึงมีการเตรียมความพร้อมที่มากขึ้น ในการเตรียมรับมือกับโรคที่มากับภัยแล้ง อาทิ โรคอุจจาระร่วง โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร โรคที่เกิดจากการขาดน้ำ และโรคติดต่อระบบทางเดินอาหาร ในการเน้นให้ความรู้ประชาชนตามมาตรการที่เตรียมไว้ข้างต้น
เมื่อถามว่า ปัญหาน้ำประปาเค็มที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ สธ.มีการรับมือและสั่งการอย่างไร นพ.รุ่งเรืองกล่าวว่า ปัญหาน้ำประปาเค็ม ทางสถานพยาบาลต่างๆ ได้มีการสำรองน้ำหลายบ่อ เช่น บ่อน้ำสำรองที่เป็นน้ำประปาเพื่อการอุปโภค บ่อน้ำสำรองที่เป็นการรองน้ำฝนซึ่งจะนำมาใช้สำหรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคไต และใช้สำหรับด้านอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ บ่อน้ำสำรองที่ลดค่าความเค็มของน้ำเพื่อใช้ในระบบบริโภคของสถานพยาบาลนั้นๆ และบ่อน้ำจากการขุดบ่อบาดาล เป็นต้น
“สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่มีความรุนแรงหรือน่ากลัว อย่างไรก็ตาม จะต้องเตรียมความพร้อม เราต้องไม่ประมาท เนื่องจากปีนี้มีแนวโน้มว่าจะเกิดภัยแล้งที่หนักกว่าปีที่ผ่านๆ มา แต่ในสถานพยาบาลแต่ละแห่งจะมีการสำรองน้ำไว้ใช้อยู่แล้ว ซึ่งยังไม่เกิดผลกระทบใดในขณะนี้ พร้อมทั้งมีการประชุมกันอยู่เรื่อยๆ หรือรายงานสถานการณ์ผ่านแอพพ์ไลน์ เพื่อให้ติดตามความเคลื่อนไหวของแต่ละพื้นที่ได้ทันทีหากมีผลกระทบเกิดขึ้น” นพ.รุ่งเรืองกล่าว

