ผู้เสียหายแชร์ลูกโซ่ “กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์” ร้องดีเอสไอ ถูกหลอกเสียหายกว่า 360 ล้านบาท
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 มิถุนายน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่ นำชาวบ้านผู้เสียหายที่ยื่นคำร้องมาทางสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่ประมาณ 3,000 คน ที่ถูกหลอกให้ลงทุนในธุรกิจแชร์ลูกโซ่ที่แฝงมาในรูปรัฐวิสาหกิจชุมชนหลายรูปแบบ เช่น กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ แต่ไม่ได้รับผลประโยชน์ตามที่แอบอ้าง รวมมูลค่าความเสียหาย 360 ล้านบาท โดยมีตัวแทนผู้เสียหาย 15 คน เดินทางเข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมพร้อมยื่นเอกสารหลักฐานให้ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เพื่อให้รับไปดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง
นายสามารถ กล่าวว่า ในวันนี้ตัวแทนผู้เสียหายจากภาคอีสานตอนบน ต้องการเข้ามาร้องทุกข์ต่อดีเอสไอ เพื่อให้ตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องของธุรกิจที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ โดยสืบเนื่องจากกลุ่มโพธิ์ทองผลิตกฤษณาครบวงจรห้วยบอน ทะเบียนเลขที่ 4-37-02-04/1-0007 ซึ่งก่อตั้งมา 3-4 ปี โดยมีนายณัฐ ธิโสภา เป็นประธาน และนายบรรจง สมบูรณ์พร้อม เป็นผู้ชักชวนสมาชิกให้เข้ามาลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน โดยให้ผู้ที่สนใจมาสมัครเป็นสมาชิก ซึ่งสมาชิกแรกเข้าจะต้องเสียเงินค่าสมัครคนละ 1,100 บาท พร้อมทั้งแนะนำให้ชักชวนคนอื่นๆ มาสมัครเป็นสมาชิกด้วยอย่างน้อย 10 คน สำหรับเงื่อนไขที่สมาชิกจะได้รับนั้น สามารถเลือกเงื่อนไขได้ 3 ข้อ คือ 1.หากสมาชิกเสียชีวิตหลังจากเป็นสมาชิกครบ 6 เดือน จะได้รับเงินช่วยเหลือ 110,000 บาท 2.หากเสียชีวิตหลัง 6 ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือ 200,000 บาท และ 3.หากเสียชีวิตหลังเป็นสมาชิกครบ 10 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินช่วยเหลือ 300,000 บาท
นายสามารถ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ทางกลุ่มกลุ่มโพธิ์ทองผลิตกฤษณาฯ ยังอ้างในการชักชวนเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจ และพ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งเป็นการจดทะเบียนกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อทำให้ชาวบ้านหลงเชื่ออีกด้วย อีกทั้งเมื่อช่วงแรกเริ่มของการก่อตั้งกิจการดังกล่าว ผู้ที่เป็นสมาชิกในช่วงนั้นได้รับเงินครบถ้วนตามที่มีการอ้างในสัญญาจริง แต่หลังกิจการเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง ทางสมาชิกก็ได้สอบถามไปยังนายบรรจง แต่ก็ถูกบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด และไม่ยอมจ่ายเงินให้ตามสัญญา ดังนั้น ชาวบ้านผู้เสียหายจึงอยากทราบว่านายบรรจงนำเงินที่เก็บจากสมาชิกไปทำไร และเงินจำนวนนั้นหายไปไหน จึงอยากให้ดีเอสไอดำเนินการตรวจสอบในเรื่องนี้

“ส่วนนายณัฐ ธิโสภา ทราบว่าได้ถูกนายบรรจง สมบูรณ์พร้อม เข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงประชาชนไปแล้ว แต่ต่อมานายบรรจงได้เข้ามาเป็นประธานแทนนายณัฐ พร้อมกับรับเงินจากชาวบ้านตามปกติ แต่กลับไม่ดำเนินการตามเงื่อนไขของสวัสดิการดังกล่าว จึงอยากให้ดีเอสไอตรวจสอบนายบรรจง ว่ามีส่วนรู้เห็นหรือไม่” นายสามารถ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ขบวนการธุรกิจแชร์ลูกโซ่มีวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้น และต้องการให้ดีเอสไอช่วยตีแผ่ข้อเท็จจริงเพื่อให้ประชาชนที่ไม่ทราบเรื่องอีกมากได้รับรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันการตกเป็นผู้เสียหาย ทั้งนี้ สำหรับ พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ ภายใต้การดูแลของ พม. จะต้องจดทะเบียนเฉพาะเขตพื้นที่นั้นๆ ไม่สามารถข้ามเขตจังหวัดได้ ซึ่งคาดว่าอาจเป็นการปลอมแปลงขึ้นมาและอยากให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย

ด้าน ร.ต.ต.ธนสวาสดิ์ วัชรภิญโญ ประธานสายจาก จ.หนองคาย หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า กลุ่มโพธิ์ทองผลิตกฤษณาครบวงจรห้วยบอนได้แอบอ้างเปิดเป็นรัฐวิสาหกิจ เพื่อช่วยเหลือชุมชนในด้านฌาปนกิจศพ โดยมีค่าสมัครคนละ 1,100 บาท และต้องทำตามเงื่อนไขถึงจะได้สวัสดิการดังกล่าว ซึ่งช่วงแรกสมาชิกได้เงินตามสัญญาครบถ้วน จึงเกิดความสนใจและสมัครเข้าร่วม กระทั่งเดือน ธ.ค. 2557 จากนั้น ตนได้ชักชวนคนรู้จักทั้งในจังหวัดเดียวกันและต่างจังหวัดจนขึ้นมาเป็นหัวหน้าสายมีสมาชิกทั้งหมด 4,000 คน ซึ่งสมาชิกแต่ละคนต้องจ่ายเงินเดือนละ 100 บาท ให้กับกลุ่มโพธิ์ทองผลิตกฤษณาฯ รวมเป็นเงินเดือนละ 1 แสนกว่าบาท โดยตนจะได้รับค่าตอบแทนจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์จากยอดเงินทั้งหมดของสมาชิก
ร.ต.ต.ธนสวาสดิ์ กล่าวต่อว่า ต่อมาเดือน เม.ย. 2559 เป็นต้นมา กลุ่มโพธิ์ทองผลิตกฤษณาฯ เริ่มติดค้างเงินค่าฌาปนกิจศพของสมาชิกและพูดจาบ่ายเบี่ยงไม่ยอมจ่ายเงิน จนมีผู้เดือดร้อนเป็นจำนวนแสนกว่าราย จึงรวมตัวเดินทางมายังดีเอสไอ เพื่อให้ช่วยเหลือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุในพื้นที่ภาคอีสาน เช่น จ.สกลนคร, ขอนแก่น, กาฬสินธ์ุ, หนองคาย และชัยภูมิ เป็นต้น

