กก.เนติบัณฑิตฯ ชี้คดีปล้นทองอ้างเป็นหนี้ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษ

25.01.20 | 18:10 น.

กก.เนติบัณฑิตฯ ชี้คดีปล้นทองอ้างเป็นหนี้ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษ  หากบิดาให้ยืมปืนโดยรู้จะเอาไปใช้ทำผิดมีความผิดด้วย ญาติสามารถขอเรียกค่าเสียหายในคดีอาญาได้

วันที่ 25 ม.ค. ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการเนติบัณฑิตยสภา ให้สัมภาษณ์ถึงคดีนายประสิทธิชัย เขาแก้ว ผอ.ปล้นทอง กรณีมีคำถามสามารถบรรเทาโทษโดยอ้างเหตุจำเป็นต้องล้างหนี้ได้หรือไม่ ว่า การกระทำความผิดโดยอ้างว่ามีความจำเป็นตามกฎหมาย มาตรา 67 มีหลักว่า “ผู้ใดกระทำความผิดด้วยความจำเป็น (1) เพราะอยู่ในที่บังคับ หรือภายใต้อำนาจ ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ หรือ (2) เพราะเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงและไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ เมื่อภยันตรายนั้นตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นการเกินสมควรแก่เหตุแล้ว ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ” ต้องกรณีที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้เริ่มก่อเหตุมาก่อน ดังนั้นการชิงทองที่ลพบุรี โดยอ้างว่ามีภาระหนี้สิน เป็นเรื่องที่ตนเป็นผู้ก่อหนี้ขึ้นมาเอง เมื่อมีหนี้ก็ต้องทำมาหากินสุจริต ก้มหน้าก้มตาหาใช้หนี้ไป ไม่ใช่มาชิงทรัพย์ จะอ้างว่าทำเพราะมีหนี้มากไม่ได้ ฟังไม่ขึ้น จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษ เช่นเดียวกันกับการยิงเพื่อเปิดทาง ตนเป็นผู้เริ่มทำผิดชิงทรัพย์เอง จะอ้างว่าจำเป็นต้องยิงเพื่อหนีไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม กลับเป็นเหตุให้เพิ่มโทษ และผิดต่อกฎหมายเพิ่มเติมในข้อหาอื่นๆ ได้อีก


ถามถึงการที่บิดาของนายประสิทธิชัยเป็นผู้ให้ยืมปืน แล้วรับปืนคืนไปจะมีความผิดฐานเป็นตัวการ หรือผู้สนับสนุนหรือไม่  ว่าที่ พ.ต.สมบัติ กล่าวว่า การที่บิดาให้ยืมปืน หรือพ่อตาให้ยืมรถจักรยานยนต์ฟีโน่ หากบิดารู้ว่าจะเอาไปใช้กระทำความผิด ย่อมเป็นผู้สนับสนุน มีความผิดอาญาด้วย การรับกลับไป หรือหากมีข้อเท็จจริงปรากฎภายหลัง ว่ามีเจตนาทำลายหลักฐาน เพื่อช่วยผู้กระทำความผิด ก็มีโทษทางอาญาเช่นเดียวกัน แต่หากมีข้อเท็จจริงอื่นปรากฏว่า ร่วมรู้เห็นตั้งแต่ต้น และยังช่วยทำลายหลักฐานด้วย ก็จะเป็นตัวการร่วม โดยอาจถือได้ว่าแบ่งหน้าที่กันทำ คงไม่เป็นเพียงผู้สนับสนุน แต่นี้เป็นเพียงความเห็นทางกฎหมายเท่านั้น ต้องรอดูการสอบสวนของพนักงานสอบสวนก่อน ซึ่งท้ายสุดบิดาหรือพ่อตา อาจไม่มีส่วนผิดเลยก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น

ถามว่าก่อนหน้าก่อเหตุ นายประสิทธิชัยเดินทางไปที่ร้านทองพร้อมภรรยา ทำให้คนคิดไปว่าพาภรรยาไปดูลาดเลาก่อน ว่าที่ พ.ต.สมบัติ กล่าวว่า หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการร่วมดูลาดเลา และร่วมวางแผนโดยไปสังเกตการณ์ที่ร้านทองตั้งแต่ต้น ถือได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นตัวการร่วมกับคนร้ายด้วย แต่ตอนนี้มีข่าวมาว่าภรรยาไม่รู้มาก่อน และพยานบอกว่าวันดังกล่าวภรรยาเป็นฝ่ายรบเร้าให้ซื้อทอง แต่นายประสิทธิชัยทำยืนเฉยๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงไม่เป็นการร่วมดูลาดเลา ภรรยาก็ไม่มีส่วนร่วมกระทำผิด

ส่วนการที่นายประสิทธิชัยพาไปชี้จุดทิ้งทองลงแม่น้ำ ทำให้ตำรวจเสียเวลางมหาทอง 8 ชั่วโมง แต่ไม่เจอ ท้ายสุดไปเจอทองที่บ้าน จะมีความผิดให้การเท็จหรือไม่ ว่าที่ พ.ต.สมบัติ กล่าวว่า ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 134 ผู้ต้องหาจะให้การอย่างไรก็ได้ เป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่กฎหมายคุ้มครอง ดังนั้นแม้จะไม่พูดความจริงก็ไม่เป็นความผิด ทั้งนี้ ในส่วนบิดามารดา ครอบครัวของฝ่ายผู้เสียหายทั้งหมดในคดี ต้องการร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา 30 หรือเรียกค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 เพื่อเรียกร้องให้ยึดทรัพย์สินทางแพ่ง ก็สามารถกระทำได้ เป็นการร้องเข้าไปในคดี หากต้องการคำแนะปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือทางอรรถคดี ก็สามารถเข้ามาที่สำนักช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เนติบัณฑิตยสภาได้

Advertisement