เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะทำงานสร้างเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลภาคประชาชน (สยส.) เปิดเผยว่า จากข้อเรียกร้องในการเพิกถอนยาปฏิชีวนะ หรือยาต้านเชื้อแบคทีเรียกว่า 40 ตำรับนั้น จริงๆ ได้มีการทำงานร่วมกันทั้ง สยส. และศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา(กพย.) และข้อมูลยังได้มาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ดังนั้น ข้อเท็จจริงแล้ว อย.ทราบเรื่องนี้ดี และมีการพิจารณามาตลอด ประเด็นคือ การออกมาเรียกร้องครั้งนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า การพิจารณาทบทวนตำรับยา หรือการเพิกถอนยาที่ไม่จำเป็นมีความล่าช้ามาก
ผศ.นพ.พิสนธิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับยาปฏิชีวนะที่เป็นปัญหานั้น ไม่ใช่ว่าจะต้องเพิกถอนออกจากทะเบียนยาทุกตัว บางตัวต้องปรับสูตรยา บางตัวต้องเปลี่ยนข้อบ่งชี้ ซึ่งมีหลายประเภท แต่ส่วนใหญ่ล้วนมีปัญหา และต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากยาหลายตัว เป็นอันตราย และการใช้ในแต่ละกลุ่มประชากรแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกัน อย่างพื้นที่ในเมือง ทั้งกรุงเทพมหานคร และในเมืองใหญ่ การเข้าถึงยาจะเป็นอีกรูปแบบ การซื้อยาก็จะเป็นร้านขายยา หรือร้านยาในห้างสรรพสินค้า ซึ่งที่เป็นปัญหาเด่นชัด คือ กลุ่มยาอมที่มีส่วนผสมของสารปฏิชีวนะ ที่วางจำหน่ายทั่วไป และอีกกลุ่ม คือ กลุ่มประชากรในพื้นที่ชนบท หรือตามต่างจังหวัด การเข้าถึงยา จะไม่ใช่แค่ร้านขายยา แต่จะเป็นรถเร่ขายยา ร้านขายของชำ ซึ่งถือว่าอันตรายต่อชีวิตมาก
“ในต่างจังหวัดจะมีการขายยาปฏิชีวนะจำนวนมาก โดยเฉพาะยาปฎิชีวนะ ที่คนเข้าใจว่าเป็นยาต้านการอักเสบ อย่างเตตราไซคลีน (Tetracycline) ซึ่งน่ากลัวตรงระบุสรรพคุณลดการอักเสบ รักษาแผล ฝี หนอง การติดเชื้อต่างๆ หนำซ้ำยังระบุว่าใช้รักษามดลูกอักเสบอีก ซึ่งจริงๆ ไม่สามารถรักษาได้ แต่เมื่อชาวบ้านได้ยินว่าเป็นยาแก้อักเสบ ก็จะเข้าใจว่ารักษาอาการอักเสบได้หมด จึงไปซื้อมากิน ทั้งๆที่ยากลุ่มนี้เป็นยาปฏิชีวนะ ที่เมื่อกินบ่อยๆ และกินไม่ถูกวิธีไม่เหมาะสมอันตรายมาก โดยเฉพาะชาวบ้านนิยมไปซื้อตามรถเร่ ร้านขายของชำ เนื่องจากสามารถซื้อได้ในปริมาณเล็กน้อย อย่าง มีเงิน 5 บาท 10 บาท ร้านพวกนี้จะขายให้ ขณะที่ร้านขายยาจะไม่ขายให้เลย ทำให้เกิดการใช้ยาไม่เหมาะสมขึ้น ประกอบกับการเก็บรักษายาตามร้านขายของชำ หรือรถเร่ แม้ยาจะยังไม่หมดอายุ แต่หากเก็บในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม มีความร้อนก็ทำให้ยาเสื่อมสภาพ ซึ่งกรณียากลุ่มแก้อักเสบ หากกินทั้งๆ ที่หมดอายุ หรือเสื่อมสภาพ จะเป็นพิษต่อไตอย่างร้ายแรง” ผศ.นพ.พิสนธิ์ กล่าว
ผศ.นพ.พิสนธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยากลุ่มซัลฟาก็มีปัญหามาก แต่ก็ยังมีการใช้อยู่ ทั้งๆที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ ซึ่งในบางคนอาจเกิดภูมิแพ้รุนแรงที่เรียกว่า กลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน ซึ่งเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่มีอาการรุนแรงจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาของยาต่างๆ ยังมีอีกมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข โดยหลายตัวต้องเพิกถอน หรือปรับสูตรก่อนจะสายเกินไป

