2นักวิจัย ‘รางวัลเจ้าฟ้ามหิดล’ ปี’62 เปิดใจเล็งต่อยอดผลงานเพื่อมนุษยชาติ

29.01.20 | 18:58 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล  นำคณะให้การต้อนรับผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2562 ประกอบด้วย ศ.ราล์ฟ เอฟ ดับเบิ้ลยู  บาร์เทนชลากเกอร์ หัวหน้าภาควิชาโรคติดเชื้อ อณูไวรัสวิทยา มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก และหัวหน้าหน่วยไวรัสที่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง สถาบันวิจัยมะเร็งแห่งเยอรมนี ผู้ศึกษาเกี่ยวกับวงจรชีวิตของไวรัสตับอักเสบซี และ ศ.นพ.เดวิด เมบี ศาสตราจารย์สาขาโรคติดต่อ และภาควิชาวิจัยคลินิก วิทยาลัยสุขภาพและเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยลอนดอน ผู้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคริดสีดวงตา มากว่า 30 ปี ที่ตึกสยามินทร์ ชั้น 2 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ศ.ราล์ฟ เอฟ ดับเบิ้ลยู บาร์เทนชลากเกอร์ กล่าวตอนหนึ่งว่า มีความสนใจการศึกษาด้านไวรัสและระบาดวิทยามาตั้งแต่แรกเริ่ม เนื่องจากที่มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กมีสาขาวิชาด้านไวรัสวิทยาที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ทั้งนี้ตลอดช่วงเวลาการศึกษาวิจัย 7-8 ปี เป็นช่วงเวลาการทำงานที่หนัก โดยตนและคณะได้ค้นพบวิธีเพิ่มจำนวนเชื้อไวรัสนี้ในเซลล์เพาะเลี้ยง และสร้างแบบจำลองชิ้นส่วนพันธุกรรมของไวรัส ทำให้เปิดโอกาสในการค้นหาสารจำนวนมากที่สามารถเป็นยาต้านไวรัสชนิดนี้ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังค้นพบชิ้นส่วนของโปรตีนที่ไม่มีโครงสร้าง (เอนเอส 3) ซึ่งสร้างเอนไซม์โปรตีเอสของไวรัส และพบว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของยาที่สามารถต้านเชื้อนี้ได้ ผลการศึกษานี้นำไปสู่การพัฒนายาต้านไวรัสตับอักเสบซีรุ่นใหม่ ที่เรียกว่า ดีเอเอ (DAA : direct acting antiviral) ที่สามารถรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีแบบเรื้อรัง ให้หายได้ถึงร้อยละ 95 โดยมีผลข้างเคียงน้อยลง แต่ยาดังกล่าวยังมีราคาที่สูงมาก ดังนั้น แผนการต่อไปในอนาคต คือ ทำอย่างไรให้สามารถกระจายยาเข้าถึงกลุ่มผู้ป่วยที่มีความต้องการได้อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ ศ.ราล์ฟ เอฟ ดับเบิ้ลยู บาร์เทนชลากเกอร์ ได้ให้คำแนะนำสำหรับบุคคลากรด้านการแพทย์และการวิจัยว่า องค์ประกอบที่ก่อให้เกิดความสำเร็จในการทำงาน ประกอบด้วย 1.แรงบันดาลใจที่ถูกต้องเหมาะสมและควรค่ากับเวลาและพลังงานที่ต้องทุ่มเทลงไป 2.การมีที่ปรึกษาที่ดี 3.การเลือกสภาวะแวดล้อมที่สอดคล้องกับเป้าหมายของตนเอง 4.การสนับสนุนและการได้รับความเข้าอกเข้าใจจากครอบครัว

Advertisement

 

ด้าน ศ.นพ.เดวิด เมบี กล่าวว่า โรคริดสีดวงตาเป็นการติดเชื้อของตาที่ทำให้ตาบอดได้บ่อยที่สุด โดยเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อว่า คลามิเดีย ทราโคมาติส (Chlamydia trachomatis) ซึ่งทำให้ตาบอดหรือเกิดความพิการทางสายตาได้มากถึงปีละ 1.9 ล้านคนทั่วโลก การติดเชื้อแพร่กระจายได้โดยการสัมผัสกับสารคัดหลั่งจากตาหรือจมูกของผู้ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่มีสุขอนามัยไม่ดี ประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น และไม่มีแหล่งน้ำสะอาดที่เข้าถึงได้เพียงพอ

ศ.นพ.เดวิด เมบี กล่าวว่า ตนและคณะนักวิจัย ได้ศึกษาในพื้นที่ของประเทศแกมเบีย และได้ค้นพบว่าการตาบอดจากโรคริดสีดวงตาเกิดจากการตอบสนองของภูมิคุ้มกันร่างกายต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย และต่อมาได้ค้นพบว่า การให้ยาเอซิโทรมัยซิน (azithromycin) เพียง 1 ครั้ง สามารถรักษาโรคริดสีดวงตาอย่างได้ผล  จึงได้มีการศึกษาแบบพหุสถาบัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าการให้ยาดังกล่าวในชุมชนแบบประจำปี สามารถลดการแพร่กระจายของโรคนี้ได้ ดังนั้นจึงค้นพบว่าการให้ยาเอซิโทรมัยซินแบบครอบคลุมประชากรจำนวนมาก สามารถช่วยกำจัดโรคนี้ในถิ่นที่เป็นแหล่งระบาดของโรคให้หมดไปได้

“ผลงานวิจัยนี้นำไปสู่นโยบายขององค์การอนามัยโลกที่จะกำจัดโรคริดสีดวงตาให้หมดไปด้วยโปรแกรมเซฟ (SAFE) ประกอบด้วย การควบคุมโรคโดยการผ่าตัด (surgery) การรักษาแบบครอบคลุมด้วยยาปฏิชีวนะ (antibiotic) ส่งเสริมการล้างหน้า (face washing) และ การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย (environment)” ศ.นพ.เดวิด เมบี กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกเริ่มของการทำงานมีปัญหาในเรื่องของการหาแหล่งเงินทุนสนับสนุน เนื่องจากโรคริดสีดวงตานับได้ว่าเป็นโรคที่มักถูกละเลย และไม่อยู่ในความสนใจของแหล่งสนับสนุนเงินทุนเท่าที่ควร

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2562 ในวันที่ 30 มกราคม 2563 เวลา 17.30 น. ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง