กล่าวกันตามหลักทางอาชญาวิทยา ทุกครั้งที่มีการลงมือกระทำการ “อาชญากร” จะต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้
“ค้นพบ” หรือไม่ ขึ้นอยู่กับองค์ความรู้ที่ประกอบเข้ากับความสามารถของผู้มีหน้าที่
เหตุที่การพิสูจน์ความผิดล้มเหลวและอาชญากรลอยนวลนั้น มาจาก “ผู้ทำหน้าที่” รู้น้อยและมือไม่ถึง กับอีกข้อคือ ทุจริตบิดเบี้ยว ทุจริต
แต่บ่อยครั้ง คดีความต่างๆ จบลงด้วยเหตุปัจจัยหลัง
หาเหตุข้างๆ คูๆ หรือหาช่องโหว่ของกฎหมายช่วยผู้กระทำผิด เช่นว่า คืนของกลางไปแล้วก็ไม่ดำเนินคดี หรือว่าเป็นของที่หยิบยืมมา ไม่ได้ลักขโมย ไม่ได้ฉ้อฉลหรือปล้นมา คืนแล้วจบกัน ใครขืนพูดมากก็ว่า อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ อย่าแกว่งปากหาตีน
อันธพาลจากชนชั้นสูงมากด้วยฤทธานุภาพ !
ถึงระบบยุติธรรมของเราจะมีความเป็นสากล แต่ผู้คนทั่วไปก็ยังไม่เข้าใจ “ระบบ” เท่าใดนัก จึงมักจะทนฟังทนดู “พฤติกรรมศรีธนญชัย” ทั้งที่ควรประณาม ต่อต้านไม่จำนน ไม่ปล่อยให้ออกมา “ให้ความเห็น” พลิกลิ้นตลบตะแลงซ้ายทีขวาที
ระบบยุติธรรมเราไม่ได้เน้นให้ผู้พิพากษาทำหน้าที่ “ค้นหาความจริง”
กระบวนการชั้นซักถาม สอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความถูกผิดเบื้องต้น อยู่ที่ตำรวจ พนักงานสอบสวน และดีเอสไอ
ในขั้นต่อไป ที่เรียกว่า “สั่งคดี” ฟ้องหรือไม่ฟ้องอยู่ที่ “พนักงานอัยการ”
ชั้นศาลคล้ายคนกลาง จะพิจารณาจากสิ่งที่มีอยู่ใน “สำนวนสอบสวน” กับพยานที่นำขึ้นเบิกความต่อสู้หักล้างกันเบื้องหน้า จากนั้นจึงชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของทั้งสองฝั่ง แล้ววินิจฉัย ตัดสินชี้ขาดความถูกผิด
จะว่าไปแล้ว สถานะขององค์กร ตำรวจ ดีเอสไอ อัยการ ศาล รวมไปถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็มีความสำคัญเสมอกัน
บิดเบี้ยวที่ตรงไหน การค้นหาความจริงก็ล้มเหลว นำไปสู่สำนวนที่ว่า “กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์” ปล่อยคนผิดให้ลอยนวล
นานเข้าสังคมก็พากันเชื่อว่า “ความเสมอภาค” ภายใต้กฎหมายเดียวกันไม่มีอยู่จริง
ที่เป็นความจริงคือ “อภิสิทธิ์ชน” มีเส้น วิ่งเต้น ต่อรอง เรียกร้องผลประโยชน์
ความเสื่อมทรามที่เคยเกิดจาก “คน” ก็จะลามสู่ “องค์กร” หรือสถาบัน
เมื่อพัฒนาสู่สังคมที่ “ระบบยุติธรรมล้มเหลว” อย่างสมบูรณ์ก็จะไม่มีใครเชื่อใคร
ตอนนั้นก็จะร้องว่า เรามาถึงวันมิคสัญญีได้อย่างไรกัน !?!!

