เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 29 มิถุนายน ที่โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ เนื่องในวันช่วยเหลือผู้เสียหายจากการทรมานสากล แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(สำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล จัดงานเสวนา “กฎหมายป้องกันทรมานกับความยุติธรรมที่รอคอย” ประเด็นร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการถูกบังคับให้สูญหายของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนจะส่งให้สนช.พิจารณาต่อไป
นางบุญเรือง สุธีรพันธ์ มารดาสิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์ ที่เสียชีวิตในมณฑลทหารบกที่15 กล่าวพร้อมน้ำตาว่า วันที่1ก.พ.2559 ได้รับแจ้งว่าลูกชายถูกจับเพราะให้ที่พักพิงผู้ต้องหา เมื่อแจ้งว่าถูกจับจึงขอประกันตัว ศาลไม่ให้ประกันตัวทั้งที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการกฎหมาย ขังที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 15 จนวันเสาร์ที่ 13 ก.พ. ไปเยี่ยมแล้วผู้คุมบอกว่าเยี่ยมไม่ได้ เพราะผู้การสั่งให้เอาตาย พอวันที่ 21 ก.พ. เวลา 8.15 น. โทรศัพท์มาบอกว่ากิตติกรเสียชีวิต จึงต้องการให้ผ่าพิสูจน์ข้างนอก แล้วเอาใบพิสูจน์ศพไปแจ้งความว่าถูกฆ่าในเรือนจำ ตอนนี้ขึ้นศาลครั้งที่2 สอบปากคำ “ทำไมลูกดิฉันรับราชการในมณฑลทหารบก ในสถานที่ราชการคิดว่าปลอดภัย ทำไมลูกฉันต้องตาย”
ด้านนางวาสนา เกิดแก้ว แม่นายอนันต์ เกิดแก้ว เล่าว่านายอนันต์ โดนจับวันที่ 9พ.ย.2558 ตำรวจบอกว่ามียาเสพติดไว้ครอบครองแล้วหลบหนีการจับกุมวิ่งไปล้มหัวฟาดฟุตบาท พอวันที่ 11 พ.ย. 8โมงตำรวจโทรบอกน้องสาวว่าพี่ชายหมดสติในห้องขัง ส่งโรงพยาบาลแล้ว ตอนบ่ายไปดูเห็นพี่ชายหมดสติในห้องไอซียูโรงพยาบาลมหาราช ตำรวจบอกว่าไม่รู้ว่าเป็นอะไร ลูกเสียชีวิตวันที่ 13 พ.ย. 11.00 น. ผ่าพิสูจน์ศพ งานศพตำรวจไปงานเอาเงินไปช่วย ใบชันสูตรศพมีหลายอย่างบอกว่าปอดคลั่งเลือด ทั่วตัวมีบาดแผล
“ตำรวจนัดฉันมาคุยว่าไหนๆก็คนตายไปแล้วผมอยากช่วยทำบุญสักแสนนึง แต่ถ้าฉันรับเงินเขาจะให้เซ็นต์โน่นนี่ ฉันไม่เซ็นต์ ครั้งที่สองเขาให้ไปคุยที่อำเภอ ตำรวจบอกว่าไหนๆคนตายไปแล้วให้มาร่วมทำบุญกัน จะให้สามแสนบาท ครั้งที่สามจะให้ห้าแสนบาท ฉันเอาทนายไปด้วย เขาถามว่าเอาคนอื่นมาทำไมจะเรียกไปจ่ายเงินในห้อง ฉันไม่รับบอกว่าอยากได้ความยุติธรรมไม่อยากให้คนทำผิดลอยนวล ปี 2554 ลูกชายเคยโดนจับทีนึงบอกว่าโดนเอาถุงดำคลุมหัวแล้วซ้อม ต้องผ่าตัดออกมาแล้วก็ไปร้องเรียนกระทรวงยุติธรรม ร้องเรียนนักสิทธิมนุษยชน ไม่รู้ว่าเกี่ยวกันไหมที่เขาเคยไปร้องเรียน จนมาตายเอาปี 2558 อยากขอความเป็นธรรมว่าทำไมลูกจึงตายชั่วข้ามคืนเดียว อยากขอให้ดวงวิญญาณลูกแม่ดลจิตคนที่ทำร้ายลูกแม่ให้ยอมรับ” นางวาสนากล่าว
นายอิสมาแอล ปาเต๊ะ เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปัตตานี กล่าวว่า ตนเป็นนักศึกษาที่เคยถูกซ้อมทรมาน ปี 2551 ใช้กฎอัยการศึกคุมตัว 9 วัน ถูกซ้อมทรมานช็อตไฟ ให้รับสารภาพเรื่องเหตุการณ์ในสามจังหวัด เมื่อตนออกมาเรียกร้องให้ดำเนินคดีจนตอนนี้คดีไม่สิ้นสุดอยู่ระหว่างอุทธรณ์
“จากนั้นผมก่อตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนในพื้นที่่รวบรวมเพื่อนที่ทำกิจกรรม ทำงานรวบรวมเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและให้ความรู้เรื่องกฎหมายพิเศษ เพราะถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่ว่าเป็นองค์กรเลือกข้าง จัดตั้งก่อกระบวนการ วันหนึ่งเจ้าหน้าที่โทรหาถามว่าเป็นองค์กรจัดตั้งของบีอาร์เอ็นหรือเปล่า ทำไมไม่ช่วยเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตจากระเบิดบ้าง ซึ่งผมเห็นว่าเจ้าหน้าที่มีภาครัฐช่วยแล้ว ผมไม่มีอำนาจ ตั้งแต่ตั้งองค์กรผมถูกคุกคามเรื่อยมา จนเราได้ทำรายงานเผยแพร่การซ้อมทรมานตั้งแต่ปี 2547-2558 จนผู้ที่ร่วมกันทำรายงานถูกฟ้อง หนึ่งในนั้นคือคุณสมชาย หอมลออ” นายอิสมาแอลกล่าว
ด้านนายสมชาย หอมลออ ทนายความสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ในฐานะนักสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมายสิ่งที่ได้คือความยากลำบากในการช่วยเหลือเหยื่อให้เข้าถึงกระบวนการทางกฎหมาย ยิ่งกว่านั้นเหยื่อและครอบครัวเองยิ่งยากลำบากกว่าเพราะการกระทำทรมานนั้นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจ การตรวจสอบการทรมานในหลายประเทศมักทำได้เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายไปแล้ว แต่สำหรับประเทศไทย กลไกองค์กรเหล่านี้ยังมีอิทธิพลอยู่ การสอบสวนไม่สามารถทำได้อย่างเป็นอิสระ เหยื่อการทรมานน้อยรายที่กล้าหาญร้องเรียนต่อสู้แสวงหาความเป็นธรรม มักมีผู้หวังดีเสนอเงินโดยมีนัยยะว่าถ้าไม่รับเงินก็ต้องเลือกความไม่ปลอดภัย พูดง่ายๆว่าจะเอาเงินหรือเอาลูกปืน ทำให้ผู้เสียหายเกิดความท้อแท้ คดีต่างๆลงเอยด้วยการไม่ติดใจเอาความ เป็นสิ่งที่พบเสมอผู้เสียหายยอมทิ้งคดีไม่กล้าร้องเรียน
“นอกจากนั้นยังมีความซับซ้อนในการดำเนินคดี บางคดีใช้เวลาสิบปีทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนว่าถูกซ้อมเสียชีวิต เราควรมีกฎหมายป้องกันทรมานแล้ว ซึ่งร่างพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของกฤษฎีกาอยู่ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือป้องกันการซ้อมทรมานได้” นายสมชายกล่าว
ดร.เดวิด เองสตอร์มส นักสังคมสงเคราะห์ ด้านการเยียวยาผู้เสียหาย กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีการบริการเยียวยาผู้เสียหาย ไทยต้องจัดการให้เกิดกระบวนการเยียวยาและฟื้นฟูเหยื่อทั้งด้านร่างกายและจิตใจ แต่ไทยสามารถจัดการและเยียวยาเหยื่อได้อย่างรวดเร็วโดยตัวอย่างจากประเทศอื่น และไทยมีระบบสาธารณะสุขและการแพทย์ที่ดี มีความเข้มแข็งของชุมชน สิ่งเดียวที่อาจจะยังไม่มีคือเงินทุนสนับสนุน
“มีข้อสังเกต 2 ข้อ 1.บุคลากรทางการแพทย์สามารถช่วยเหลือผู้ถูกทรมานโดยเข้าไปสัมภาษณ์เชิงนิติวิทยาศาสตร์เพื่อหาหลักฐานได้ 2.หากไม่เห็นหรือได้ยินหลักฐานของการทรมานใช่ว่าจะไม่มี มันยังไม่หายไป” นายเดวิดกล่าว
ด้านนายแซม ซาริฟี ผู้อำนวยการคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า การผ่านกฎหมายป้องกันทรมานเป็นสิ่งสำคัญ แต่อยากเตือนว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมายเชิงการเมือง มีคนบอกว่าการลงนามอนุสัญญาป้องกันการซ้อมทรมานและอุ้มหายเป็นการตอบโต้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตรและจะมีการลงโทษผู้ทำการทรมาน การรับรองกฎหมายระหว่างประเทศไม่เกี่ยวข้องกัับเรื่องการเมืองแต่เป็นการพยายามทำให้เกิดการรับผิดชอบร่วมกัน
“พูดกันว่าการที่ไทยออกกฎหมายนี้ทำให้ไทยเดินไปข้างหน้า ขณะเดียวกันในหลายอาทิตย์ที่ผ่านมาเราทราบว่า กองทัพไทยตอบโต้การฟ้องร้องเรื่องการซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ด้วยการฟ้องกลับและปฏิเสธข้อกล่าวหา สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นความขัดแย้งพ.ร.บ.ฉบับนี้ ทำให้เห็นว่ารัฐบาลไทยส่งสัญญาณที่แตกต่างกันออกมา อยากให้กองทัพไทยถอนคำฟ้องต่อมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและกลุ่มผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน แล้วยังมีที่กองทัพเรือฟ้องนักข่าวด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้น เรื่องการซ้อมทรมานจะก้าวหน้าได้ ไทยสามารถปฏิบัติตามตัวอย่างที่ดีที่มีในระดับนานาชาติจะทำให้ไทยกลับมาป็นผู้นำสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคได้” นายแซมกล่าว



