‘บิ๊กต๊อก’เผย 3 เหตุเกิดปัญหาเด็กตีกัน ครอบครัว-สถาบันการศึกษา-สื่อ แนะสื่อควรช่วยกัน เผยข้อมูลสถิติจับเด็กแว้น กว่า 1,000 ราย ยึดรถกว่า 700 คัน ปิดร้านเหล้า 5 ปี ขัดคำสั่ง คสช.22/2558 แล้วเกือบ 200 ร้าน
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการประสานกำกับติดตามผลการดำเนินงานตามคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 ครั้งที่ 3/2559 เพื่อติดตามความคืบหน้าผลปฏิบัติตามมาตราในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งขันรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่ให้บริการในลักษณะคล้ายกับสถานบริการ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เช่น นายวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมคุมประพฤติ กรมสรรพสามิต กรมราชทัณฑ์ กองทัพบก กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กองอำนวยการการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้าร่วมประชุม
พล.อ.ไพบูลย์ให้สัมภาษณ์ก่อนการเข้าประชุมถึงกรณีมีคำสั่งมาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหานักเรียนนักเลงตีกัน ว่า คำสั่งดังกล่าวเพิ่งออกมา และหนังสือพิมพ์ก็มีการใช้คำว่าท้าทาย ต้องเข้าใจว่าคำสั่ง คสช.ออกไปแล้ว เวลาที่สื่อลงข่าวไปนั้น ซึ่งส่วนตนไม่ได้วิตกอะไร และยอมรับความจริงตลอดเวลา อีกทั้งได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้ว ว่ามันไม่ง่ายและคำสั่งก็เพิ่งออก ซึ่งทั้งหมดทุกคนต้องรับทราบว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ดังนั้น พวกเราต้องเข้าใจว่าเรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาสังคมและต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไข ไม่ใช่มาทำกันปีครึ่งปีมันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก
พล.อ.ไพบูลย์กล่าวก่อนการประชุมว่า สำหรับการออกมาตรา 44 เพื่อการแก้ไขปัญหาเด็กนักเรียนตีกันนั้น ยอมรับว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมานาน 10 ปีแล้ว ไม่ใช่จะใช้เวลาแก้ปัญหาเพียง 1-2 ปี จะแล้วเสร็จ เนื่องจากปัญหาเหล่านี้เกิดจาก 3 สถาบันหลัก ประกอบด้วย 1.ครอบครัว ซึ่งเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้จากคนครอบครัวที่แตกแยก 2.สถานศึกษา จะเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวจากเพื่อน ซึ่งเกิดตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา และ 3.สื่อ เด็กเกิดจากการเลียนแบบพฤติกรรมก้าวร้าวผ่านสื่อต่างๆ ดังนั้น ต้องยอมรับว่า 3 สิ่งนี้คือต้นเหตุที่นำไปสู่การทะเลาะวิวาทและปัญหาเด็กนักเรียนตีกัน

“ปัญหาสังคมคืออะไร ทางวิชาการก็มีผลงานมาแล้วคือ เด็กที่มันเกิดปัญหาเกี่ยวกับก้าวร้าวและนำไปสู่การทะเลาะวิวาท มันก็เกิดขึ้นตั้งแต่ประถมศึกษาขึ้นไป เด็กกลุ่มนี้อยู่ที่ไหน ก็อยู่กับครอบครัว เด็กยังไงต้องอยู่กับครอบครัวอันดับแรก ก็สะสมมาจากครอบครัว สิ่งที่เราศึกษามาเด็กรับรู้เรื่องเหล่านี้จากโรงเรียน สถาบันการศึกษา ซึ่งอันนี้คือผลทางวิชาการ และท้ายที่สุดเด็กศึกษามาจากทางไหน ก็ทางสื่อพวกคุณนั่นแหละ เพราะฉะนั้น ปัจจัยหลักที่ทำให้เด็กก้าวร้าวและรับรู้สิ่งเหล่านี้ก็คือ 3 สถานที่ คือ ครอบครัว สถานศึกษาที่เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในนั้น มันก็จะทะเลาะกัน จัดเป็นแก๊งเป็นหัวหน้ากัน และก็เกิดการเขม่นตีกันเรียนรับรู้เรื่องต่างๆจากเพื่อน ซึ่งที่บ้านก็รู้การขัดแย้ง ครอบครัวแตกแยกและเห็นการก้าวร้าวของครอบครัว และสื่อลงพาดหัวหนังสือตัวใหญ่ๆ รวมถึงภาพที่ออกมา คือเราต้องยอมรับความจริงว่าต้นเหตุที่สำคัญมาจาก 3 อย่างนี้ที่เป็นปัญหาสังคมที่ต้องแก้ไขระยะยาว” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว
พล.อ.ไพบูลย์กล่าวต่อว่า อ่านจากหลายคอลัมน์เขียนว่าการออกคำสั่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งเราทราบดีว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และทำไมต้นเหตุจึงไม่ช่วยกันแก้บ้าง ซึ่งก็คือสื่อ เราต้องกลับไปดูตรงนี้ ซึ่งตรงนี้คือปัญหา คำสั่ง คสช.คือปลายเหตุก็ใช่ เราจะทำอะไรได้ในระยะสั้นๆ มันก็ต้องปลายเหตุ เราก็ต้องแก้ในลักษณะที่ให้ครอบครัวรับผิดชอบ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ และดีนะที่ไม่เขียนไปด้วยว่าให้สื่อรับผิดชอบซึ่งเราต้องช่วยกัน อย่างไรก็ตาม เราต้องขอความร่วมมือทางสื่อด้วย เพราะสื่อก็เป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมที่มันเกิดระยะยาว ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็ได้รับเรื่องครอบครัวไป และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็รับไปดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องแล้ว
รมว.ยุติธรรมกล่าวอีกว่า วันนี้ประชุมปัญหาการทุจริตที่มีคำสั่งออกต่างๆ ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ที่จริงแล้วเราต้องปรับทัศนคติการรับรู้และเรียนรู้ วันนี้ ศธ.ชี้แจงแล้ว โตไปไม่โกงทุกโรงเรียนจะต้องสอนแล้ว และเราก็ได้คุยกันแล้วว่ามันครอบคลุมหรือไม่ ซึ่งกระทรวงมหาดไทย (มท.) ก็มีโรงเรียน ซึ่งรัฐบาลนี้ต้องมาสร้างการแก้ไขระยะยาวให้กับสังคมหลายๆ เรื่อง ที่จริงมันควรจะถูกทำมาพอสมควรแล้ว เราต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ตนก็รู้ว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วเราก็ต้องหามาตรการปลายเหตุกับต้นเหตุ เหมือนเรื่องทุจริตเราก็รับรู้แล้ว ว่าจะต้องไปสร้างการรับรู้ในระบบ ซึ่งเราจะต้องสังคายนากันใหม่ ซึ่งมันมีมานานแล้วแต่ทำไมที่ผ่านมาไม่ทำกัน
“ปลายเหตุจะไปทำอะไรได้ ผมก็ให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า ใครจะไปคุมตารางนิ้วทุกพื้นที่ได้ มันไม่ได้หรอก แต่ท่านต้องยอมรับว่ามันระงับยับยั้งลดซาลงไป เช่น กรณีเด็กแว้น ซึ่งผมยืนยันว่าดีขึ้น แต่ถ้าคนในพื้นที่จุดที่เห็นเฉพาะตรงนั้น ก็จะบอกว่ามันยังไม่หมดไป แต่ท่านลองมาดูภาพรวมที่เขาประชุมกัน ก็คือวันนี้เขากำหนดโซนที่เด็กจะแข่ง และอย่างการขายสุรานอกเวลาดีขึ้นหรือไม่ ร้านสุรารอบสถานศึกษาก็ดีขึ้น ซึ่งพวกนี้ก็เป็นกึ่งปลายเหตุเหมือนกัน แต่เราก็ต้องทำเพื่อระงับยับยั้ง ทั้งการกำหนดโซนนิ่งในระยะยาว”

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการดึงเอาผู้ปกครองมาร่วมกันแก้ไขเรื่องนี้จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า วันนี้เราเห็นเรื่องเด็กแว้นหรือไม่ ศาลยุติธรรมก็ได้เข้ามาร่วมกันทำให้ผู้ปกครองได้เข้าใจ เราก็ต้องเริ่มและได้ออกเป็นกระดาษไปได้เพียงสัปดาห์เดียว ตนจึงบอกไงว่าปัญหาเด็กแว้นเราแก้มาประมาณ 1 ปี มันก็พัฒนาดีขึ้นทางผู้ปกครองก็อบรมลูกหลานดีขึ้น วันนี้ปลายเหตุก็ต้องทำ
พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า สำหรับการแก้ปัญหาร้านเหล้าใกล้สถานศึกษา ยังแก้ปัญหาไม่หมด แต่ก็ดีขึ้นในระดับหนึ่ง หลังจากมีการปรับพื้นที่โซนนิ่งบริเวณใกล้สถานศึกษา ซึ่งถือเป็นปัญหาปลายเหตุเช่นกัน ส่วนปัญหาเรื่องเด็กแว้นที่แก้ไขมาตั้งแต่ปี 2558 ถือว่าปัญหาดังกล่าวดีขึ้นในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ ต้องนำหลักการไปแก้ไขปัญหาต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมมีการรายงานผลการดำเนินการ การจับกุมเด็กแว้นทั่วประเทศ ดังนี้ โดยข้อมูลถึงวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา จับกุมผู้กระทำผิด 1,131 ราย ยึดรถจักรยานยนต์ 789 คันทำทัณฑ์บนผู้ปกครองเด็กที่กระทำผิด 203 ราย ทำทัณฑ์บนผู้ปกครองเด็กที่กระทำผิดซ้ำ 19 ราย และดำเนินคดีผู้ผลิตดัดแปลงชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ 199 ราย นอกจากนี้ สถิติการรวมตัวของเด็กแว้นถนนสายหลักในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปกติมีประมาณ 10 จุด ปัจจุบันเหลือเพียง 2 จุดถือ ถนนวิภาวดีรังสิต และถนนกาญจนาภิเษก ส่วนถนนสายรองมีประปราย มีการลดลงประมาณ 22%
ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินคดีร้านเหล้าและสถานบันเทิงที่ละเมิดคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 ปัจจุบันในเขตกรุงเทพฯมีสั่งปิด 5 ปีจำนวน 6 ร้าน และอยู่ระหว่างรอคำสั่งปิด 8 ร้าน ส่วนในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศสั่งปิด 5 ปี จำนวน 166 ร้าน และอยู่ระหว่างรอคำสั่งปิด 47 ร้าน ขณะการออกใบอนุญาตจำหน่ายสุรา ตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค.59 กรมสรรพสามิต ออกใบอนุญาตให้ 560,560 ราย ลดลง 25,131 ราย ลดลงจากเมื่อปี 58 ที่กรมสรรพสามิตออกใบอนุญาตให้ 585,691 ราย นอกจากนี้ เพิกถอนใบอนุญาตขายสุราของสถานบันเทิง 195 ราย

